ยิ่งกว่าอาบัติ พระฉันบุฟเฟต์ ไม่ใช่แค่ผิดธรรมวินัย ตายไปจะกลายเป็นเปรต (คลิป)

Publish 2019-01-18 14:22:11


จากกรณีที่เป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ เมื่อมีภาพพระเดินตักอาหาร ฉันแบบบุพเฟ่ต์ โดยอาหารที่วัดพระธรรมกายนำมาจัดบุฟเฟ่ต์เลี้ยงพระสงฆ์ นั้นได้แก่ ซูชิ ซาชิมิแซลมอน สเต็กแซลมอน+แฟรนฟราย สลัดธัญพืช หม่าล่า ปลากระพงลวกจิ้ม ปลากระพงนิ่งมะนาว หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์นึ่ง กุ้งอบเกลือ ข้าวผัดกุ้ง มักกะโรนีผัดขี้เมา ไข่ลวก หมึกย่าง กระทะไข่ รังนก ยําปลาดุกฟู ผัดไทกุ้งสด เป็ดพะโล้ ห่อหมกทะเล พะโล้คากิ ลูกชิ้นปลาลวก ลาบปลา ปูจ๋า แหนมย่าง พาย MC ขนมจีบ ฝอยทอง กุ้ยช่าย ข้าวเหนียวหมูปิ้ง เนื้อแดดเดียวทอด จ๊อปูทอด หอยลายกรอบ ปลาส้มทอด ฯลฯ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำตัวแบบนี้ผิดวินัยสงฆ์หรือไม่??

อ่านเพิ่มเติม วัดพระธรรมกาย จัดบุฟเฟ่ต์อาหารคาวหวานครั้งยิ่งใหญ่ เเซลมอนยันผัดไทย พระสงฆ์ชื่นใจเดินตักกันไปมา!

 

 

อย่างไรก็ตามลักษณะดังกล่าวถือเป็นการละเมิดผิดพระวินัยและต้องอาบัติอย่างชัดเจน ซึ่งพระวินัยได้ระบุว่า พระสงฆ์นั้นต้องฉันอาหารที่ญาติโยมถวายประเคนเท่านั้น ห้ามปรุงอาหารแต่อย่างใด ลงลึกไปในรายละเอียด ชาวพุทธเองยังต้องประหลาดใจ เพราะการเป็นสมณเพศนั้นยึดโยงอยู่กับข้อปฏิบัติละเอียดอ่อนมากมาย ที่พระวินัยบัญญัติไว้มานานนับพันปี เฉพาะเรื่องอาหารการฉัน เท่านี้ก็อาจต้องนั่งลงศึกษากันยกใหญ่

เพราะไม่ใช่แค่พระสงฆ์ห้ามรับอาหารหลังเที่ยงเท่านั้น แต่รายละเอียดในสำรับอาหารก็มีเรื่องกำชับไว้อย่างเคร่งครัด เป็นการกำชับไว้ด้วย เวลา วิธีการปรุง และ วัตถุดิบ ซึ่งชาวพุทธเรียกสิ่งนี้กันว่า กาลิก

กาลิก เป็นภาษาบาลี มีความหมายว่า เป็นไปตามกำหนดเวลา เป็นหลักการที่พระสงฆ์ใช้วัดว่าอะไรฉันได้ ฉันไม่ได้ และฉันได้เมื่อไรถึงเมื่อไร ซึ่งในพระวินัยนั้นมีระบุไว้ด้วยกัน 4 กาลิก นั่นคือ ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก 


ส่วนประเภทของกาลิกที่เราชาวพุทธรู้จักกันดีที่สุดนั้นเห็นจะเป็น ยาวกาลิก หรือช่วงเวลาเช้าจนถึงเที่ยง อันเป็นจังหวะเวลาที่พระสงฆ์ฉันอาหารและน้ำได้ และอาหารนั้นจะมีอายุขัยตั้งแต่รับประเคนจนถึงเที่ยงของวันนั้นเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ภิกษุ ‘กินเพื่ออยู่’ อย่างแท้จริง และเป็นการไม่รบกวนญาติโยมมากเกินความจำเป็นกว่านั้น ในพระวินัยยังระบุว่าการฉันอาหารเพียงก่อนเที่ยงยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงด้วย

 

 



การถวายอาหารประเภทยาวกาลิก ยึดหลักดังนี้

1. ต้องเป็นเนื้อสัตว์ที่ภิกษุไม่รู้เห็นว่าญาติโยมตั้งใจฆ่าเพื่อนำมาถวาย

2. ห้ามมีส่วนผสมของเนื้อมนุษย์ ช้าง เสือ หมี สิงโต งู และสุนัข เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีอันตราย อาจเป็นภัยต่อพระ ฉันแล้วเกิดกลิ่นติดตัว เป็นเหตุเรียกให้สัตว์มาทำร้ายได้

3. ภิกษุห้าม "ขอ" อาหารจากญาติโยมเป็นอันขาด ยกเว้นแต่ครอบครัวสายเลือดเดียวกัน หรืออยู่ในยามอาพาธ จึงสามารถบอกความต้องการได้

4. "ผลไม้" ที่ถวายได้นั้นต้องมีตำหนิเสียก่อนค่ะ อาจจะลนด้วยไฟ กรีดด้วยเล็บ หรือใช้มีดปาดให้เป็นรอย เพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัยที่ระบุไว้ว่าภิกษุไม่ควรฉันผลไม้มีเมล็ดซึ่งนำไปปลูกต่อได้ จะฉันได้ก็ต่อเมื่อผลไม้นั้นถูกทำตำหนิและมีคนนำมาถวายเท่านั้น ฉะนั้นไม่ว่าจะส้ม ชมพู่ หรือผลไม้ใดก็ควรทำตำนิก่อนถวาย


อนึ่ง ข้อปฏิบัติข้างต้นเป็นเพียงรายละเอียดของอาหารพระสงฆ์ในช่วงเวลาแรกที่เราอาจไม่เคยรู้เท่านั้น ทว่าในพระวินัยยังมีข้อควรรู้ก่อนถวายภัตตาหารพระสงฆ์ อาจทำให้การถวายภัตตาหารครั้งถัดไปไม่เหมือนเดิม


1.ต้องเป็นเนื้อสัตว์ที่ภิกษุไม่รู้ว่าญาติโยมตั้งใจฆ่าเพื่อนำมาถวาย 

2.ภิกษุห้ามฉันอาหารที่ ขอ จากญาติโยม ยกเว้นแต่อาหารที่ขอจากครอบครัว
สายเลือดเดียวกันหรืออยู่ในอาการอาพาธเท่านั้นจึงฉันได้ และภิกษุไม่สามารถฉันอาหารที่ไม่ได้รับประเคน

3.ภิกษุห้ามฉันอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อมนุษย์ ช้าง เสือ หมี สิงโต งู และสุนัข

4.ผลไม้มีเมล็ดที่นำถวายพระจะต้องทำให้เกิดตำหนิก่อนทุกครั้ง อาทิ ลนไฟ หรือใช้มีดกรีด

5.น้ำปานะ (ยามกาลิก) จะต้องทำจากใบพืชหรือผลไม้ผลเล็ก ห้ามใช้ไฟในการทำให้สุก ห้ามเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เนย หรือมีส่วนผสมของนม ข้าว และถั่ว ข้อสำคัญคือห้ามมีส่วนผสมของ ผัก’เพราะจะนับเป็นอาหาร ยกเว้นผักที่มีสรรพคุณทางยาเท่านั้น

6.เนย น้ำผึ้ง น้ำมัน และเนยข้น (บางตำราว่าใกล้เคียงกับกีห์ของอินเดีย ปัจจุบันบางวัดก็อนุโลมให้เป็นชีสได้) เป็นอาหารที่พระสงฆ์สามารถเก็บไว้ฉันได้เพียง 7 วัน

7.อาหารที่มีสรรพคุณทางยาเป็นหลัก (เป็นอาหารที่ไม่ได้กินเพื่อเอาอิ่ม) และไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล นม น้ำมัน หรือเนย นับเป็นยาวชีวิกที่พระสงฆ์สามารถฉันได้ตลอดเวลาและเก็บได้ตลอดไป อาทิ พริกไทย น้ำขิง เกลือ มะนาว ฯลฯ และพระสามารถฉันมะขามป้อมและสมอได้หลังเที่ยง เพราะมีสรรพคุณเป็นยาระบาย

ทว่าหากยานั้นมีส่วนผสมของอาหารประเภท สัตตาหกาลิก ก็จะสามารถเก็บไว้ได้เพียง 7 วันเท่านั้นค่ะ เช่น น้ำขิงผสมน้ำผึ้ง เป็นต้น

 

นอกเหนือจากการประเคนอาหารญาติโยมแล้ว ตามหลักพระวินัยของพระสงฆ์การเดินบิณฑบาตถือเป็นอีกทางหนึ่งที่พระภิกษุจะฉันอาหารได้ซึ่งถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย


การบิณฑบาตของพระภิกษุนั้น เป็นเพียงการเดินออกไปขออาหารจากชาวบ้านเพื่อประทังชีวิตของพระภิกษุไปวันๆ เท่านั้น ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่านี้ และการบิณฑบาตนี้ก็ไม่เคยต้องทำให้ใครมีปัญหาหรือต้องเดือดร้อนเลย แม้การบิณฑบาตถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพระ เพราะถือว่าเป็นอาชีพในการเลี้ยงชีวิตของพระเลยทีเดียว แต่ในทางสังคมดั้งเดิมแล้วการออกบิณฑบาตของพระนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เพราะการบิณฑบาตไม่เคยทำให้ชาวบ้านหรือใครในสังคมต้องเดือดร้อน หรือต้องมีปัญหาเอามาถกเถียงวุ่นวายกันแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีการแจกแจงเรื่องของการฉันอาหารของพระสงฆ์ไปข้างต้นแล้ว แต่ก็มีอีกฝั่งหนึ่งที่ออกมาแย้งกับทางความเห็นของญาติโยม ว่า พระฉันบุฟเฟ่ต์ไม่ใช่เรื่องผิด

โดยด้าน พระมหาไพรวัลย์ได้ออกมาชี้เเจงผ่านเฟซบุ๊กว่า "เราจะไม่ชอบธรรมกายยังไงก็ได้นะ แต่เราจะปล่อยให้ความไม่ชอบกลายเป็นความอคติไปเสียทุกเรื่อง อย่างนี้มันก็ไม่ถูกที่จริงการฉันในลักษณะแบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติมาก พระวัดป่าหลายวัดก็มีธรรมเนียมการฉันแบบนี้ คือโยมปวารณาถวายอาหารทั้งหมด จัดใส่ถาดไว้ ตัวแทนคณะสงฆ์รับประเคน จากนั้นพระที่เหลือทั้งหมดก็จะเลือกตักอาหารใส่บาตร เอาแต่ที่เป็นสัปปายะและพอประมาณสำหรับตัวเองเพื่อฉันรวมกันในบาตรนั้น

 

อ่านต่อ พระมหาไพรวัลย์ ชี้ พระฉันบุฟเฟ่ต์ไม่ใช่เรื่องผิด ญาติโยมถวายเสร็จเเล้วนำกลับบ้านไปทานต่อได้

 

 



ทั้งนี้ในเว็ปของวัดพระธรรมกาย ระบุว่า การประเคนหมายถึงการมอบให้ด้วยความเคารพ ใช้ปฎิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น มีวินัยบัญญัติห้ามพระภิกษุสงฆ์รับ หรือหยิบสิ่งของมาขบฉันเอง โดยไม่มีผู้ประเคนให้ถูกต้องเสียก่อน เพื่อตัดปัญหาเรื่องการถวายแล้วหรือยังไม่ได้ถวาย จึงให้พระภิกษุสงฆ์รับของประเคนเท่านั้น  ยกเว้นน้ำเปล่าที่ไม่ผสมสี  เช่น  น้ำฝน  น้ำประปา เป็นต้น


ขณะที่นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย เผยว่า ภาพที่มีการเผยแพร่ลงสู่สังคมออนไลน์นั้น เป็นภาพที่เกิดขึ้นในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 7 มีพระภิกษุธรรมยาตรา 1,135 รูป ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 2-31 ม.ค. 62 ซึ่งภาพดังกล่าว จึงไม่ได้อยู่ในพื้นที่วัดพระธรรมกาย และภาพที่ปรากฎเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมถวายภัตตาหาร เป็นสังฆทานของผู้ศรัทธา

ส่วนภัตตาหารที่ผู้ศรัทธานำมาถวาย ก็เกิดจากความศรัทธาของประชาชน โดยไม่มีผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของสิ่งของที่ศิษยานุศิษย์จะถวาย ซึ่งลักษณะคล้ายกับเวลาประชาชนนิมนต์พระมาที่บ้าน ก็ต้องมีการคิดคำนึงว่าจะถวายของสิ่งใดให้พระสงฆ์

โดยมีการตั้งโต๊ะเป็นแนวแถวยาว เพื่อให้ภัตตาหารของศิษยานุศิษย์ที่นำมาถวายนั้นทั่วถึงพระทุกรูป ซึ่งถือว่าเป็นการจัดระบบจัดเรียงภัตตาหาร และตนไม่อยากเรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์ โดยพระที่จะเข้ามาตักอาหารก็ต้องตักเท่าที่ฉัน และต้องประมาณตัวเอง หลังจากนั้นพระก็จะไปนั่งฉัน เมื่อฉันเสร็จก็ต้องล้างบาตรด้วยตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าโครงการแบบนี้ วัดป่าอื่น ๆ ที่มีกิจกรรมเช่นนี้ ก็จัดรูปแบบโต๊ะในลักษณะนี้เช่นกัน

ในช่วงเช้า ประชาชนก็จะไปกล่าวคำถวายภัตตาหาร หลังจากนั้นจะมีผู้แทนของคณะสงฆ์เป็นผู้รับการประเคนถวายภัตตาหารจากชาวบ้าน เนื่องจากวัดมีพระจำนวนหลายรูป หากให้มารับการประเคนจากศิษยานุศิษย์ทั้งหมด คงใช้เวลาไม่น้อย จึงใช้วิธีการดังกล่าวแทน

นายองอาจ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับวัดพระธรรมกาย จะมีพระแบ่งออกบิณฑบาตรตามชุมชนในจำนวนที่เหมาะสม หลังจากนั้นพระสงฆ์ที่ออกไปบิณฑบาตร ก็จะนำภัตตาหารมารวมกันที่โรงครัว และในส่วนพระภิกษุส่วนใหญ่ ก็จะมีศิษยานุศิษย์ตั้งกองทุนถวายภัตตาหาร ซึ่งผู้ดูแลโรงครัว ก็จะจัดภัตตาหารเพื่อน้อมประเคนถวายที่หอฉัน โดยลักษณะการฉันก็จะนั่งฉันเป็นวงกลม

กระแสที่ออกไปในขณะนี้ ตนต้องขอขอบคุณพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และรองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และโฆษกสำนักพุทธฯ ที่ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ

 

 


จนทำให้ อ.เวทิน ชาติกุล นักวิชาการอิสระ ถึงเรื่องดังกล่าวว่าคิดเห็นอย่างไร โดย อ.เวทิน ได้กล่าวว่าพระที่ออกมาพูดว่า พระออกมาฉันบุฟเฟต์นั้นไม่เป็นไร ไม่ผิด คิดว่าทำให้สังคมเข้าใจผิด ชี้สังคมควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อน ว่าพระคืออะไร พระ หรือ ภิกษุ มีความหมายว่า ผู้ขอ เป็นผู้ออกบวช สละจากความสุขสบายทางโลก ชาวบ้านมีหน้าที่มีถวายอาหารเลี้ยงดูให้พระ โดยชาวบ้านถวายอะไร ก็ต้องฉันตามนั้น และการฉันนั้นต้องบอกว่าไม่ได้เป็นการฉันเพื่อความอร่อย เพราะฉนั้นอย่าบวช จะบวชไปทำไม ไนเมื่อบวชแล้วยังอยากกินของอร่อยอยู่ อย่าบวช! สึก! รวมถึงคนที่ออกมาบอกด้วยว่าไม่เป็นอะไร

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย