การวิ่งของผู้ชายคนนี้สอนเด็กๆได้เสมอ!!! เปิดแง่มุมดีๆของคุณหมอ ที่บอกให้รู้ว่าการวิ่งของ "ตูน บอดี้สแลม" ผู้ใหญ่สามารถสอนอะไรให้เด็กๆได้บ้าง

Publish 2017-11-19 07:20:36

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 สำหรับการวิ่งของ นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ "ตูน บอดี้สแลม" และทีมงาน กับโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 รพ.ทั่วประเทศ เบตง - แม่สาย ตั้งแต่วันที่ 1 พย - 25 ธค 2560 ระยะทาง ระยะทาง 2,191 กม. จนตอนนี้ตูน บอดี้สแลม และทีมงานได้กลายเป็นขวัญใจของพ่อแม่พี่น้องชาวไทยไปแล้วทั่วประเทศ ซึ่งในวันนี้ ตูน บอดี้สแลม จะวิ่งเริ่มต้นวิ่งจาก Set 1 ป้อมสายตรวจอำเภอคันธุลี - ต้อมละแมมูลสัตว์ 16.3 กม.

 

 

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560  เพจเฟซบุ๊ก "เข็นเด็กขึ้นภูเขา" โดยหมอมินบานเย็น ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการวิ่งของพี่ตูน ที่ผู้ใหญ่สามารถสอนอะไรเด็กๆได้บ้าง เช่น ตัวอย่างของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ใช้สองขาของตัวเองวิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะระดมทุนช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ เป็นการกระทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งทางเพจเฟซบุ๊ก เข็นเด็กขึ้นภูเขา ได้เผยแพร่บทความมีใจความดังนี้

 

 




"#เด็กๆน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากการวิ่งของพี่ตูน

เป็นเวลาสิบกว่าวันแล้วที่พี่ตูนวิ่งโดยเริ่มต้นตั้งแต่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จุดใต้สุดของประเทศไทย จนมาถึงวันนี้ระยะทางก็ประมาณ 500 กิโลเมตรแล้ว แต่พี่ตูนก็ยังคงวิ่งต่อไปให้ถึงเป้าหมายคือจุดเหนือสุดของประเทศไทย เรื่องราวการวิ่งของพี่ตูนไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ การที่คนคนหนึ่งจะวิ่งไกลถึงสองพันกิโลเมตร แทบจะติดๆกันทุกวัน ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจที่ไม่ธรรมดา ระหว่างการวิ่งของพี่ตูน ทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆที่กำลังติดตามการวิ่งของพี่ตูน ย่อมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง มีบางเรื่องที่หมอคิดว่าผู้ใหญ่ที่กำลังดูพี่ตูนวิ่งสามารถสอนเด็กๆให้เรียนรู้สิ่งต่างๆไปด้วยกันได้


อย่างแรกคือ เด็กๆจะได้เห็นตัวอย่างของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ใช้สองขาของตัวเองวิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะระดมทุนช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ เป็นการกระทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง การที่จะปลูกฝังให้เด็กๆมีจิตสำนึกคิดถึงคนอื่น ผู้ใหญ่จำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ด้วยการทำให้ดู ไม่บังคับแต่ชวนให้เด็กได้ลองทำอะไรเพื่อคนอื่นตามโอกาส จะทำให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกดีๆและคุณค่าทางใจที่เกิดขึ้นเมื่อได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น เกิดเป็นจิตสำนึกสาธารณะ สอนให้เด็กๆเห็นว่าการที่จะทำสิ่งดีๆบางครั้งก็อาจจะทำได้หลายช่องทาง แม้เราจะไปวิ่งแบบพี่ตูนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เช่น การช่วยบริจาคสมทบทุน ช่วยแชร์เรื่องราวของพี่ตูนให้คนอื่นๆได้รับรู้
 

 


นอกจากนั้น ก็มีสิ่งอื่นๆ ที่ผู้ใหญ่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ได้ อย่างเช่น เวลาที่พี่ตูนวิ่งและระหว่างทางมีคนที่มาคอยต้อนรับพี่ตูน จะเห็นประชาชนบางคนก็เข้ามาขวางทางพี่ตูนเพื่อขอถ่ายเซลฟี้ หรือขอจับมือและก็เผลอดึงกระชากพี่ตูน ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ผู้ใหญ่ก็ควรบอกเด็กๆว่า การทำแบบนั้นจะทำให้พี่ตูนบาดเจ็บได้ แม้เราอาจจะอยากใกล้ชิดพี่ตูนแต่ก็ควรมีสติและความยับยั้งชั่งใจ ควรสอนให้เด็กรู้ว่า เป็นธรรมดาที่เราจะมีความต้องการหรือความอยาก แต่การกระทำของเราไม่ควรจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน เรื่องแบบนี้บางทีก็เป็นความละเอียดอ่อนที่ต้องเอาใจใส่ ควรชี้ให้เห็นการกระทำที่เหมาะสมของคนที่มาต้อนรับ คือ เมื่ออยากถ่ายรูปก็รอไปถ่ายที่จุดพัก หรือไม่ก็ถ่ายเป็นคลิปวีดีโอแทน บอกเด็กว่าพฤติกรรมของคนเหล่านั้นน่ายกย่องชื่นชม เพราะเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนอื่น คิดถึงใจเขาใจเรา เช่น พ่อแม่ก็บอกลูกว่าพ่อแม่ชอบพฤติกรรมแบบนี้ เด็กมีแนวโน้มจะทำในสิ่งที่พ่อแม่ชอบ ก็จะเรียนรู้และทำตาม ตรงนี้หมอคิดว่าดีกว่าที่พ่อแม่จะไปบอกลูกว่า ลูกควรจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้นะ บางทีเด็กก็ไม่ได้ทำตาม สำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นตัวอย่าง เช่น ถ้าพ่อแม่พาลูกไปรับพี่ตูนข้างทางก็ควรทำให้ลูกเห็นว่า ข้อควรปฏิบัติที่จะเป็นการทำให้พี่ตูนปลอดภัยเป็นอย่างไร เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการเห็นเป็นตัวอย่าง

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดประสงค์ในการวิ่งครั้งนี้ของพี่ตูนก็คือ เพื่อชักชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย ผู้ใหญ่ก็สามารถชวนเด็กในความดูแลไปออกกำลังกายด้วยกัน ทำให้สุขภาพกายและใจดีห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนั้นเห็นว่า มีเด็กหลายคนชวนพ่อแม่ออกไปวิ่งหลังจากที่ดูพี่ตูน เป็นเรื่องที่น่าชื่นใจ การวิ่งครั้งนี้ของพี่ตูนคงไม่ได้มีประโยชน์เพียงช่วยเหลือการสาธารณสุขของประเทศเท่านั้น แต่ทำให้เกิดจิตสำนึกที่ดีของคนในสังคม ที่สำคัญสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าด้วยค่ะ
#หมอมินบานเย็น"

 

 

 

ขอบคุณ FB : เข็นเด็กขึ้นภูเขา , ก้าว

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อุมาพร พ่วงผลฉาย