ผู้ว่าต้องยอม "คอขาด" ทำให้ "สมเด็จพระสุริโยทัย" กลับมาเป็นวีรสตรีในปัจจุบันอีกครั้ง !!! ด้วยพระอัจฉริยภาพใน รัชกาลที่ 9

ผู้ว่าต้องยอม "คอขาด" ทำให้ "สมเด็จพระสุริโยทัย" กลับมาเป็นวีรสตรีในปัจจุบันอีกครั้ง !!! ด้วยพระอัจฉริยภาพใน รัชกาลที่ 9

Publish 2018-04-30 16:33:32

เมื่อปี 2534 มีโครงการจะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย บริเวณทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะมีส่วนที่เป็นสวนสาธารณะและสระน้ำสำหรับให้ประชาชนมาท่องเที่ยวด้วย เมื่อในหลวงทรงเอาแผนผังมาดู ก็ทรงไม่พอพระทัยเพราะปรากฏว่าจากพื้นที่ 250 ไร่นั้น มีพื้นที่สระน้ำเพียง 50 ไร่เท่านั้น จึงตรัสกับผู้ที่วางแผนว่า ขอให้สระน้ำใหญ่สักครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด เพราะอนาคตอาจจะมีน้ำท่วมทุกปีและก็จะท่วมลงมาตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ หากมีอ่างเก็บน้ำหรือสระที่ใหญ่พอ ก็จะสามารถกักน้ำไว้ได้ พระองค์ทรงต้องการเตรียมให้พื้นที่ทุ่งมะขามหย่องนี้เป็นแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม



พอมาถึงปี 2538 ปรากฏว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่จริงอย่างที่ในหลวงทรงคาดการณ์ไว้ จึงรับสั่งให้คนไปถ่ายรูปทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ จากรูปทรงเห็นว่าระดับน้ำที่ท่วมอยู่ภายนอกสูงกว่าระดับน้ำจากสระน้ำในทุ่งมะขามหย่อง แต่ก็ยังสูบเอาน้ำจากสระออกมาเรื่อยๆ เพราะว่าผู้ว่าฯ จ.พระนครศรีอยุธยาเห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญ เกรงว่าน้ำจะเข้ามาสร้างความเสียหายแก่อนุสาวรีย์และสวนสาธารณะเลยป้องกันเต็มที่ แต่ในหลวงกลับรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งผู้ว่าฯ ให้หยุดสูบน้ำออก และเปิดประตูน้ำที่เป็นท่อเพื่อให้น้ำเข้า-ออกได้ ตอนแรกผู้ว่าฯ ก็ลังเล ทางเจ้าหน้าที่จึงยืนยันว่าเป็นรับสั่งของในหลวง ปรากฏว่าแม้จะเปิดประตูน้ำแล้ว น้ำจากข้างนอกก็ไหลลงสระเพียงเล็กน้อย

เมื่อในหลวงทรงทราบว่าระดับน้ำภายนอกยังสูงมาก จึงมีรับสั่งให้เอารถแบ็คโฮมาเจาะคันกั้นน้ำทางทิศตะวันตกของอนุสาวรีย์เพื่อให้น้ำเข้ามาได้ ทันทีที่ผู้ว่าฯ ได้ยินคำสั่งก็ตอบทันทีว่า “ผมทำไม่ได้ ผมคอขาดถ้าทำ” ส่วนผู้ที่ไปบอกผู้ว่าฯ ก็ตอบกลับไปว่า “คุณต้องทำ ถ้าไม่ทำ ผมเองคอขาด” ในที่สุดผู้ว่าฯ ก็ยอมคอขาด เอารถแบ็คโฮขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมาตักและขุดคันกั้นน้ำจนน้ำเข้ามาได้ ขณะเดียวกันในหลวงก็โปรดฯ ให้วัดระดับน้ำเป็นระยะ จนระดับน้ำภายนอกสูงเท่ากับระดับน้ำภายในอนุสาวรีย์ คือประมาณ 5.7 เมตร สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงทรงให้ปิดคันกันน้ำ เพื่อป้องกันน้ำไหลออกมาข้างนอก


การเปลี่ยนทุ่งมะขามหย่องเป็นแก้มลิง ทำให้จังหวัดต่างๆ ในภาคกลางรอดน้ำท่วมหวุดหวิด สามารถช่วยบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จากความเสียหายซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท พอถึงช่วงฤดูแล้ง ก็ผันน้ำจากแก้มลิงออก เป็นผลให้ชาวบ้านทำนาปรังได้ผลดีเป็นปีแรก คือสูงถึง 80 ถังต่อไร่ บางบ้านต่อยอดด้วยการทำบ่อเลี้ยงปลา สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เรียกได้ว่าโครงการสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยนี้ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว เหตุการณ์ครั้งนี้ในหลวงทรงสรุปว่า “อนุสาวรีย์นี้ทำประโยชน์ และสมเด็จพระสุริโยทัยนี้เป็นวีรสตรีในอดีต กลับมาเป็นวีรสตรีในปัจจุบันด้วย ฉะนั้นโครงการนี้ก็ได้ผลเต็มที่”

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก - เฟสบุ๊คเพจ สานต่อที่พ่อทำ



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ปิยะนัย เกตุทอง