โค้งสุดท้ายต้องไปให้ได้! นับถอยหลังอีก 7 วัน สิ้นสุดการแสวงบุญบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “เขาคิชฌกูฏ” ใครที่ยังไม่ได้ไป ต้องรีบ!!

โค้งสุดท้ายต้องไปให้ได้! นับถอยหลังอีก 7 วัน สิ้นสุดการแสวงบุญบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “เขาคิชฌกูฏ” ใครที่ยังไม่ได้ไป ต้องรีบ!!

Publish 2018-03-09 21:03:35

ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท(พลวง) บนเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีในปี ๒๔๖๑ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม เป็นต้นมา และกำลังจะสิ้นสุดในวันที่  ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๑ ที่จะถึงนี้ โดยในวันที่ ๑๗ มีนาคม จะเปิดให้ขึ้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และจะมีพิธีปิด ในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๑ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป นักแสวงบุญที่ปรารถนาตั้งใจไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาท เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆบนเขาคิชฌกูฏ คงต้องรีบด่วนๆ เพราะจากวันนี้ก็นับไปอีกเพียง ๗ วันเท่านั้นจะสิ้นสุดการแสวงบุญประจำปี ๒๕๖๑ แล้ว ซึ่งในหนึ่งปีเปิดให้สักการะเพียงครั้งเดียว ภายในระยะเวลา ๖๐  วันเท่านั้น





สำหรับการแสวงบุญบนเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีจุดให้กราบสักการะและขอพรต่างๆอย่างที่ทราบกันดีว่า ให้ “ขอพรได้เพียงข้อเดียว” เท่านั้น  และห้ามบนบานศาลกล่าวเด็ดขาด โดยตั้งจิตให้มั่น น้อมถวายบุญในทานศีลภาวนาแด่พระรัตนตรัย จากนั้นให้ถวายบุญแก่หลวงพ่อนัง หลวงพ่อเขียน และคณะสงฆ์ทุกรูปที่บุกเบิกพัฒนาเขาคิชฌกูฏ และอุทิศบุญให้แก่เทวดาที่ดูแลรักษาเขาคิชฌกูฏ เพื่อให้เทวดามีกำลังในการช่วยเหลือหรือประทานพรตามความเชื่อ

 

สำหรับการตั้งจิตโดยการถวายบุญและอุทิศบุญ  ทำเพียงครั้งเดียว ณ จุดที่กราบสักการะรูปปั้นหลวงพ่อนัง หรือ สามารถทำซ้ำเป็นครั้งที่สอง บนยอดเขาได้ แต่ให้กราบสักการะรอยพระพุทธบาทก่อน

ส่วนการขอพรที่ได้ผล พ่อท่านเขียน ขันธสโร ผู้บุกเบิกและพัฒนาเขาคิชฌกูฏท่านเคยบอกไว้ว่า อย่าขอเกินบารมีของตน  อีกทั้งก่อนกลับให้ไปไหว้พ่อปู่ฤาษีที่ถ้ำใต้หินพระบาตร เชื่อว่า ท่านจะอวยพรให้ประสบความสำเร็จในพรที่ขออีกด้วย

ส่องกระจกหาโชคลาภ  เมื่อนักแสวงบุญเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ มาจนถึงบริเวณรอยพระพุทธบาท กราบสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว จะเห็นว่าใกล้ๆกันนั้นมีหินลูกพระบาตร เป็นหินขนาดใหญ่ คล้ายรูปบาตรคว่ำปรากฏอยู่  หลายคนได้อธิษฐานให้มีโชคด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เอาศรีษะไปแตะที่หินลูกพระบาตร หรือขอโชคลาภก็มี  โดยอีกหนึ่งความเชื่อที่ทำต่อๆกันมาเกี่ยวกับการส่องกระจกขอลาภ  ลำดับแรกต้องขอพรปรารถนาโชคลาภก่อน แล้วก็นำกระจกส่องใต้ฐานหินลูกพระบาตร เพื่อดูว่าจะเห็นอะไรหรือไม่ เช่นตัวเลขต่างๆ บางคนก็มีเคล็ด โดยนั่งหันหลังให้ก้อนหิน แล้วหันกระจกส่องไปยังหิน  เชื่อกันว่าหากใครมีบุญวาสนา ก็จะเห็นตัวเลข  บางคนก็จะเห็นสิ่งที่ดีๆปรากฏในกระจก อันจะนำมาซึ่งความเป็นมงคลในชีวิต  เรื่องนี้ก็สุดแท้แต่บุญวาสนาและต้องใช้วิจารณญาณ 

ความจริงของผ้าแดง สุดเขตแดนบุญจะเห็นว่าสุดเขตแดนบุญ บนเขาคิชฌกูฎ ก็คือบริเวณเขตผ้าแดง ซึ่งจะมีป้ายติดไว้ และที่ปรากฏอย่างเด่นชัด คือ การผูกผ้าแดงพร้อมข้อความชื่อนามสกุล หรือคำอธิษฐานต่างๆ เป็นทิวแถวยาว  แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว  เป็นเพียงแค่การทำตามกันมาเท่านั้น เพราะสาเหตุที่ต้องขึงผ้าแดงไว้ ตามประวัติพ่อท่านเขียนได้กล่าวไว้ว่า สมัยก่อนมีคนเดินเลยเขตนี้ไปแล้วเกิดพลัดหลงหาทางกลับไม่ได้  พ่อท่านเขียนจึงสั่งให้พระลูกศิษย์ นำผ้าแดงไปขึงไว้ เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเขต “อันตราย”  ห้ามเดินเลยไปหลังจากนี้ ไม่ได้มีความหมายว่าให้ไปเขียนชื่อนามสกุล  หรือ คำอธิษฐานใดๆ ฉะนั้นหากใครที่ไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดบนเขาคิชฌกูฏแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนชื่อ นามสกุล หรือคำอธิษฐานใดๆตรงเขตผ้าแดงอีก  หรือถ้าจะเขียนตามความเชื่อของแต่ละบุคคลก็สามารถทำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ  

 สำหรับเส้นทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ จะมีอยู่สองเส้นทางคือ เส้นทางหลัก คือ เส้นทางวัดพลวงที่ต้องโดยสารรถยนต์กันขึ้นไปตามปกติ และอีกหนึ่งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ คือ เส้นทางวัดโคกตะพง ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นเท่านั้น หากใครที่ชอบการเดินทางแบบไหนก็เลือกได้ตามใจปรารถนา

นอกจากนี้บนเขาคิชฌกูฏ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เทวรูปต่างๆ ซึ่งอาจกล่าวไม่หมด  อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการกราบสักการะรอยพระพุทธบาท เพื่อระลึกถึงคุณบารมีของพระพุทธเจ้า และจงตระหนักไว้ว่า เมื่อกลับออกมาแล้ว อย่าเอาอะไรออกมาเด็ดขาด นอกจากความอิ่มเอมใจเท่านั้น ซึ่งนับจากนี้เหลือเวลาเพียง ๗ วัน ก็จะสิ้นสุดประเพณีกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท(พลวง) บนเขาคิชฌกูฏแล้ว หากใครที่พลาดปีนี้ก็ต้องรออีก ๑  ปี  

 

 

 

 

 

ข้อมูลบางส่วนจาก : หนังสืออภินิหารศักดิ์สิทธิ์เขาคิชฌกูฏ

เครดิตภาพ : ก.นัยจัน

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นภาพร เครือชัยสุ