กราบสาธุ!! เปิดนิมิตแห่งความตายของ "หลวงพ่อพุธ ฐานิโย" พระอริยะผู้สามารถตีสนิทกับ "ความตาย" จนบรรยายได้เป็นฉากๆ อย่างน่าอัศจรรย์ !!

Publish 2018-02-22 14:30:17

 

          "ความตาย" คือปรากฏการณ์สามัญของชีวิตที่ใครๆ ก็มองเห็นได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ภายในมิติดำมืดของความตายนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ?
"หลวงพ่อพุธ ฐานิโย" ชีวิตของท่านเคยผ่านทั้งอุบัติเหตุร้ายแรงและอาพาธหนักจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ท่านมีโอกาสได้เข้าใกล้อีกมิติหนึ่งของชีวิตที่ลึกลับเกินกว่าที่ใครจะกล้าเข้าหา นั่นก็คือ "ความตาย"

          เพราะรู้สึกว่า ความตายสามารถเกิดขึ้นกับชีวิตได้ตลอดเวลา หลวงพ่อพุธจึงคิดว่า ก่อนจะตาย ท่านควรจะรู้ก่อนว่า จริงๆ แล้ว ความตายคืออะไรกันแน่  จากนั้นก็เร่งฝึกสมาธิหามรุ่งหามค่ำ จนในที่สุดก็เกิด "นิมิตเกี่ยวกับความตาย" ปรากฏขึ้นมาให้ท่านได้รู้ได้เห็น



 

เรื่องนี้มีบันทึกในหนังสือ "ฐานิยัตเถรวัตถุ" ซึ่งท่านได้เล่าไว้เอง ดังนี้

ในที่สุด วัณโรคมันก็หาย  แต่เวลามันจะหายจริงๆ นี้ มันก็มาอาศัยสมาธิของเรานี่แหละ ที่เราปฏิบัติกันอยู่ คือว่า อยู่มาวันหนึ่ง จิตมันก็นึกขึ้นมาว่า เราป่วยเป็นวัณโรคนี่ ไหนๆ เราก็จะตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก่อนจะตาย เราควรจะรู้ก่อนว่า ความตายคืออะไร?

        วันนั้นตั้งใจนั่งสมาธิดูความตายตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี ๓  การปฏิบัติด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากมี อยากเป็น กิเลสมันไปปิดบัง  เราปฏิบัติด้วยความอยาก แม้แต่จิตสงบมันก็ไม่มี  เมื่อจิตไม่สงบ มันก็ไม่รู้เห็นความตาย จนกระทั่งถึงตี ๓ รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยพอสมควร พอเรามาคิดว่า โอ๊ย...วันนี้ไม่ไหวแล้ว ก็ไปยึดลมหายใจไม่ลดละ  มันตามลมออกตามลมเข้าอยู่อย่างนั้น จิตมันก็รู้เฉยอยู่ตามธรรมชาติของมัน ลมหายใจก็หายใจอยู่ตามธรรมชาติ  มันมองเห็นลมวิ่งออกวิ่งเข้าเป็นท่อยาวเกลียวเหมือนหลอดไฟนีออน มันวิ่งตั้งแต่ปลายจมูกลงมาถึงสะดือ มันวิ่งอยู่อย่างนี้  บางทีมันก็วิ่งออกข้างนอก แล้วก็วิ่งเข้ามาข้างใน สลับกัน  

         แล้วในที่สุด พอมันออกข้างนอก มันก็หมุนเป็นเกลียว สว่างขึ้นไปเบื้องบน ความสว่างไสวมันก็เกิดขึ้น  พอไปถึงเบื้องบนแล้ว มันก็ย้อนกลับมา  คล้ายๆ กับว่า มันจะไปข้างหน้า มันก็ห่วงหลัง จะอยู่หลังก็อยากไปข้างหน้า มันย้อนขึ้นย้อนลงอยู่อย่างนั้น ในที่สุด มันก็ตัดสายสัมพันธ์ขาดไป แล้วหมุนเป็นเกลียวขึ้นไป แล้วสายสัมพันธ์นี้มันขาด  พอขาดปุ๊บ ร่างกายหายหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่งสว่างไสวอยู่  คล้ายๆ กับว่า ในจักรวาลนี้มีแต่จิตของเราดวงเดียวเท่านั้นสว่างอยู่

 

 

        สักพักหนึ่ง มันก็ย้อนลงมามองดูร่างกายที่นอนอยู่  มองลงมาทีแรก มองเห็นสบง จีวร ห่อหุ้มอยู่อย่างดี เอ้า! ลำดับต่อไป จีวร สบง หายหมด มีแต่ร่างกายเปลือยเปล่า ยังเหลือแต่ชุดวันเกิด  ในลำดับต่อไป ร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตีนกาง มือกาง น้ำเหลืองไหล  ลงผลสุดท้าย เนื้อหนังพังไปทีละชิ้นสองชิ้น จนกระทั่งยังเหลือแต่โครงกระดูก  แล้วในที่สุด โครงกระดูกที่เป็นโครงสร้างมันก็ทรุดฮวบลงไป  ในลำดับต่อไป ชิ้นกระดูกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่  แล้วในที่สุด มันก็แหลกละเอียด มันเหมือนกับขี้เถ้าโปรยอยู่ในดินทราย  แล้วในขณะจิตนั้น มันก็หายจมลงไปในผืนแผ่นดิน แล้วก็เกิดความว่างขึ้นมาอีก

       สักพักหนึ่ง ผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นมาอีก  กระดูกที่มันหายจมไปในผืนแผ่นดิน มันก็โผล่ขึ้นมา  มองๆ ดูแล้ว มันยุบยิบเหมือนหนอนบ่อน  พอมันโผล่ขึ้นมาเต็มที่แล้ว มันก็เกาะกันเป็นก้อนเป็นท่อน ก้อนเล็กก้อนน้อย แล้วก็จับกันเป็นแท่งกระดูกโดยสมบูรณ์  แล้วพอมันประสานกันเป็นโครงสร้าง คือตอนที่มันวิ่งมาประสานกันนี่ กะโหลกศีรษะกระโดดมาปุ๊บ กระดูกคอ กระดูกสันหลัง วิ่งเข้ามาต่อ กระดูกซี่โครงก็วิ่งเข้ามาประสาน กระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกมือ กระโดดเข้าไปประจำที่ของใครของเรา แล้วก็ประสานกันเป็นโครงสร้างเสร็จ

       


 

         เนื้อมันเริ่มงอก  มันเริ่มงอกระหว่างข้อต่อของกระดูก งอกลามไปทั่ว จนกระทั่งมันมีเนื้อเต็มสมบูรณ์เต็มที่  แล้วเนื้อเป็นสีแดงที่เรามองเห็นเหมือนกับลอกหนังหมู มันค่อยๆ แห้งกร้านเข้าไป กร้านเข้าไป เปลี่ยนจากแดงเป็นสีเหลือง จากเหลืองเป็นสีขาว แล้วก็เป็นผิวอย่างธรรมดา  ผม ขน เล็บ มันก็บังเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบ แล้วมันก็ย้อนกลับไปกลับมาอย่างนั้น ... จำได้ว่ามันเป็นอยู่ถึง ๓ ครั้ง

          ทีนี้ พอมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานี่ ความสว่างที่มันลอยเด่นมันไหวตัว แล้วทรุดลงมาปะทะหน้าอก รู้สึกแผ่วๆ เหมือนอะไรมาสัมผัสแผ่วๆ  แล้วหลังจากนั้น ความรู้สึกในทางกายนี่มันซู่ซ่า วิ่งไปตามเส้นสาย  มันเหมือนกับฉีดยาแคลเซียมเข้าเส้น

          ทีนี้ จิตมันก็กำหนดรู้ของมันเองโดยธรรมชาติ  ความตั้งใจอะไรต่างๆ ในขณะนั้นมันไม่มี  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเองหมด

          ทีนี้ พอมันหยุดซู่ซ่าแล้ว จิตมันก็มีคำถามขึ้นมาว่า...นี่หรือคือความตาย?  คำตอบก็ผุดขึ้นมารับว่า...ใช่แล้ว

          พอหลังจากนั้น มันก็อธิบายฉอดๆๆๆ ... ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไปเป็นของปฏิกูล เน่าเปื่อย โสโครก ยังเหลือแต่โครงกระดูก  โครงกระดูกมันก็ทรุดลงไป แหลกละเอียด หายจมลงไปในผืนแผ่นดิน  เพราะว่าร่างกายเรานี่มันก็คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ  เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ มันก็เป็นรูปเป็นร่าง เดินเหินไปมาได้ ทำอะไรได้  เมื่อมันตายลงไปแล้ว มันก็กลับไปสู่ที่เก่าของมัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ... ไหนเล่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีที่ไหน

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ "ฐานิยัตเถรวัตถุ"



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ

ติดตามข่าวอื่นๆ