จะไปเล่นกับไฟฟ้า..คิดเป็นยูนิต มันก็ฉิบหายอย่างเดียว!! เปิดพระราชหัตถเลขาของ "พระพุทธเจ้าหลวง" แม้ผ่านมาร้อยปีก็ยังคงใช้ได้อยู่ !!

Publish 2018-01-26 16:16:28

 

        ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์มาก เมื่อทรงมีโอกาสไปประพาสต่างประเทศได้ทรงทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้า และทรงเห็นประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้า จึงทรงริเริ่มให้มีการใช้ไฟฟ้าขึ้นในพระราชอาณาจักร โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๒๗ พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ซึ่งขณะนั้นเป็นกรมหมื่นไวยวรนาถ       

      



 

         พุทธศักราช ๒๔๓๓ ตั้งโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ หรือวัดราชบูรณะ จนกระทั่งถึงพุทธศักราช ๒๔๓๖ ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้าก้าวหน้ายิ่งขึ้น รัฐบาลได้โอนกิจการให้ผู้ชำนาญด้านนี้ ได้แก่ บริษัทอเมริกัน ชื่อ แบงค็อค อิเลคตริกซิตี้ ซิดิแคท เข้ามาดำเนินงานต่อ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๓  บริษัทเดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการเดินรถรางที่บริษัทได้รับสัมปทานการเดินรถในเขตพระนคร ต่อมาบริษัทต่างชาติทั้ง ๒ บริษัทได้ร่วมกันรับช่วงงานจากกรมหมื่นไวยวรนาถ และก่อตั้งเป็นบริษัทไฟฟ้าสยาม ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก 

 

          เริ่มต้นจากการจ่ายไฟฟ้าสู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก่อนจะขยายสู่กิจการรถรางในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ และสู่บ้านเรือนราษฎรในพระนครโดยทั่วไป ไปจนถึงส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นต้นมา นับว่าสยามมีไฟฟ้าใช้หลังจากเอดิสันประดิษฐ์หลอดไฟได้เพียงห้าปี

          แต่เมื่อประชาชนได้มีโอกาสใช้ไฟฟ้า ก็ปรากฏว่าประชาชนจำนวนมากต่างใช้ไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง "บ่น" ผ่านทางพระราชหัตถเลขา ยังเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ความว่า

"...เรื่องไฟฟ้านั้นจะต้องวินิจฉัยต่อภายหลังเวลานี้ทำอไรไม่เปลือง แต่เกิดมาเปนคนไทยไม่รู้จักเปิดรู้จักปิด จะไปเล่นกับไฟฟ้าคิดเป็นยูนิตมันก็ฉิบหายอย่างเดียว..."

ความตามพระราชหัตถเลขานี้ แม้ผ่านมาร้อยปีก็ยังคงใช้ได้อยู่ คนไทยในปัจจุบันก็ควรรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้


 

นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชวิจารณ์ถึงเรื่อง "เสาไฟฟ้า" ว่า

"...แต่ระยะไฟฟ้าในเมืองเราที่ติดๆ มา ถี่เกินไปกว่าที่สิงคโปรแลยะวา (ชวา) ซึ่งเขาใช้ไฟแกศฤาน้ำมันแกศลินเสียอีก ข้อนี้เปนกิเลศของไทยเห็นโคมห่างไม่ได้ เห็นต้นไม้ชิดกันก็ไม่สบาย ตรงกันข้ามกับเมืองอื่นๆ ของเขาไฟห่างต้นไม้ชิด..."

ก็นับเป็นพระราชวิจารณ์ที่นักพัฒนาเมืองในปัจจุบันเองก็ควรจะขบคิดอยู่ไม่น้อย...

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก จับเข่าเล่าประวัติศาสตร์ อ้างอิง : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  งานวิจัย "ศักยภาพของประเทศไทย: การปฏิรูปสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงปัจจุบัน" โดย ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ และคณะ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ