สมพระเกียรติพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย!! สิ่งก่อสร้างในงานพระราชพิธีฯ เชือ..ไม่สูญเปล่า แน่นอน เผย..จะเป็นสมบัติของชาติ และเป็นประโยชน์ต่อไป

สมพระเกียรติพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย!! สิ่งก่อสร้างในงานพระราชพิธีฯ เชือ.."ไม่สูญเปล่า" แน่นอน เผย..จะเป็นสมบัติของชาติ และเป็นประโยชน์ต่อไป

Publish 2017-10-28 14:52:00

           จากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย  นับว่าเป็นห้วงเวลาแห่งความอาลัย พสกนิกรร่ำไห้ทั่วทั้งแผ่นดิน นอกจากนี้ พระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้น งดงาม ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึง ขนบธรรมเนียม ประวัติศาสตร์ ของคนไทยอีกด้วย หลังจากรื้อถอนพระเมรุมาศเสร็จแล้วก็นำไปถวายวัด และส่วนหนึ่งก็ได้กลายเป็นสมบัติของชาติ และจดหมายเหตุของชาติ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป



       ทั้งนี้จาก Facebook  Nick de Marzo ก็ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีของพระเมรุมาศของในหลวงรัชกาลที่ ๙ รวมถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ โดยมีข้อความว่า

       วันนี้ผมได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันทูตต่างประเทศที่ประจำที่อาร์เจนตินา ทูตทุกคนได้ดูข่าวงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CNN BBC CNBC NHK CCTV Aljazeerha FOX ฯลฯ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติที่สุดแห่งปีเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา เพื่อนทูตต่างชาติของผมทุกคนใช้คำว่า Splendid Amazing Sacred Wonderful ฯลฯ

       มีคนถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดงานตามที่สำนักข่าวบางแห่งนำเสนอว่าเป็นเงิน ๙๐ ล้าน US$ แต่โดยที่ผมแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเลยว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เพื่อนๆต่างชาติของผมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม !!!! พวกเขาให้เหตุผลว่าแค่สำนักข่าวต่างประเทศออกข่าวงานพระราชพิธีฯไปทั่วโลก แค่นี้ก็คุ้มแล้ว ยังไม่นับว่าหลังจากนี้จะมีคนมาเที่ยวเพราะได้แรงบันดาลใจจากที่เห็นข่าวงานพระราชพิธีฯ อีกมหาศาล รายได้จะเข้าประเทศไทยอีกมาก

       ได้ทีผมเลยเกทับไปว่าตอนนี้ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่สามารถหารายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่คนต้องการมาเที่ยวมากเป็นที่ ๒ ของโลก กรุงเทพฯ ได้รับการโหวตให้เป็นเมืองที่คนมาเที่ยวมากที่สุดในโลก ๒ ปีซ้อน เราสามารถเอาชนะ ลอนดอน ปารีส ได้

        จากนั้นทูตอินโดนีเซียก็กล่าวเสริมเองว่า เฉพาะตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอาร์เจนตินาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยก็มีตัวเลขนักท่องเที่ยวกินขาดสูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจากอาร์เจนตินาไปเที่ยวไทย ๓๖,๐๐๐ คน และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น ๔๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ไปอินโดนีเซียแค่ ๘,๐๐๐ คน และไปมาเลเซียแค่ ๕,๐๐๐ คน

        ผมได้อธิบายพวกเขาเพิ่มเติมว่า สิ่งก่อสร้างในงานพระราชพิธีฯ ที่เห็นสวยงามนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน บางส่วนจะถูกรื้อถอนและนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก บางส่วนจะกลายเป็นสมบัติและจดหมายเหตุของชาติ บางส่วนเอาไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราคนไทยได้อนุรักษ์และสืบสานต่องานสถาปัตยกรรมและศิลปไทยให้คงอยู่ไว้ได้ตลอดไป นี่คือสิ่งที่ผมได้อธิบายกับเพื่อนต่างชาติครับ ถ้าใครมีเพื่อนต่างชาติถามในทำนองว่าสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ยินดีให้ยืมคำพูดของผมไปอธิบายให้พวกเขาฟังได้ครับ

 

         

       สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน ๙ องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ๓ ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง ๔ ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ โดยโครงสร้างพระเมรุมาศ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ลานอุตราวรรต หรือ พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ มีสระอโนดาดทั้งสี่ทิศและเขามอจำลอง ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง โค สิงห์  ม้า และสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ
         

ฐานชาลาชั้นที่ ๑ เป็นชั้นล่างสุด มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ และมีเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรก ส่วนที่มุมทั้งสี่ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน

ฐานชาลาชั้นที่ ๒ มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี 

ฐานชาลาชั้นที่ ๓ ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม จำนวน ๑๓๒ องค์โดยรอบ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้งสี่ของฐานชั้นที่ ๓ นี้ เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม ๔ สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ

จุดกึ่งกลางชั้นบนสุด มีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน ๗ ชั้น ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร (ม่าน) และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ที่ยอดบนสุด ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว ๙ ชั้น)

 

      นอกจากนี้ภายหลังจากการถวายพระเพลิงแล้ว ชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ของพระเมรุที่ถูกรื้อถอนบางส่วนจะนำไปถวายวัด เพื่อเป็นการกุศลแด่ผู้วายชนม์ โดยในสมัยก่อนส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มักจะเป็นตัวไม้ หลักๆ เท่านั้น ส่วนสัตว์หิมพานต์สมัยก่อน วัดวาอารามบางวัดจะขอเก็บไว้บ้าง แต่ที่เก็บไว้ก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

 เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพิเศษ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือนรูปต่างๆ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สิ่งก่อสร้างเป็นไม้จริง ด้วยมีพระราชประสงค์ว่าครั้นเสร็จการให้รื้อพระเมรุไปสร้างเรือนคนไข้ได้จำนวน ๔ หลัง ณ บริเวณวังหลัง ซึ่งต่อมาคือโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน

 

พระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) หลังเสร็จสิ้นงาน เอาไปสร้างศาลาหลังหนึ่งที่วัดปทุมวนาราม ข้างวังสระปทุม โดยเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงแล้ว ของทั้งหมดจะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักพระราชวัง โดยส่วนที่นำไปแปรธาตุไปใช้อย่างอื่นเช่น ศาลาต่างๆ ทับเกษตร ราชวัติ ส่วนที่เก็บไว้เช่น ส่วนฉัตร กลีบบัว ฉัตรปรุ โครงฉัตรผ้าฉลุทอง

 

         หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาคารพระเมรุและอาคารประกอบ ถูกรื้อถอนเป็น ๓ ส่วน คือส่วนแรก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้หน่วยงานต่างๆ ส่วนที่ ๒ เปิดประมูล และส่วนที่ ๓ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษา เช่นชิ้นส่วน พระโกศจันทน์ รูปปั้นเทวดา สัตว์หิมพานต์


            ทั้งนี้หลังจากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสร็จสิ้นแล้ว ทางคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เตรียมเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศและจัดนิทรรศการตลอดเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ ๒-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. เบื้องต้นจะเปิดให้เข้าชมอย่างอิสระ รอบละ ๕,๕๐๐ คน กำหนดเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ รอบละ ๑ ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น ให้ประชาชนถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณ ถนนเส้นกลางทางเข้าพระเมรุมาศ ซึ่งจะเห็นภาพแปลงนาเลขเก้าไทย และภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง ๑๕ นาที จากนั้นจะให้เข้าชม พื้นที่ด้านใน ๔๕ นาทีโดยให้เข้าชมอย่างอิสระ

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook Nick de Marzo

                           kingrama9.net ข้อมูลจาก : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร

                           https://th.wikipedia.org/wiki/พระเมรุมาศ

ขอบคุณเจ้าของภาพและกรมศิลปากร


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ

ติดตามข่าวอื่นๆ