เพื่อไทยออกแถลงการณ์ไล่บี้รัฐ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ปัญหาโควิดต้องจบเร็ว วัฒนา ไปไกลอย่าฉวยโอกาส

เพื่อไทยออกแถลงการณ์ไล่บี้รัฐ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ปัญหาโควิดต้องจบเร็ว "วัฒนา" ไปไกลอย่าฉวยโอกาส

Publish 2020-03-27 16:24:50


กลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อน  ไม่จบไม่สิ้นจากสถานการณ์การเผชิญหน้าโรคระบาดสำคัญ   อย่างเชื้อไวรัสโควิด -19   ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศ   จนกระทั่้งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องคัดสินใจ  ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  เพื่อหยุดยั้่งวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ขณะเดียวกันนักการเมืองบางส่วนก็ยังไม่วาย  วิพากษ์วิจารณ์มาตรการของภาครัฐในแง่ลบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าก็เรียกร้องให้มีการใช้ยาแรง  ในลักษณะของการดิสเครดิตรัฐบาล  

 


   
(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  พรรคก้าวไกล เสียหลักอย่างแรง โดนถล่มหนัก วิพากษ์เหน็บพ.ร.ก.ฉุกเฉินหยุดโควิด อ.ชูชาติ หยอกเจ็บพวกรักเสรีภาพ)




ล่าสุด  นายวัฒนา เมืองสุข  แกนนำพรรคเพื่อไทย    ที่เคลื่อนไหวแสดงความเห็นในเชิงต่อต้าน  รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์   มาโดยตลอด  ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก  Watana Muangsook  ระบุว่า   “การที่รัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  ออกมาตรการที่เรียกว่าล็อกดาวน์ประเทศ  หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของประชาชน  เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกัน (Social Distancing)  ให้เกิดผลต่อการสกัดการแพร่เชื้อนั้น อาจจะเป็นความเหมาะสมในช่วงที่ประชาชนยังขาดการรับรู้และความพร้อมในการป้องกันตนเองอย่างเพียงพอ

 


มาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลดีทางด้านการป้องกันและควบคุมโรคในระยะดังกล่าว   แต่จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศที่จะพังจนกู่ไม่กลับ    หากไม่มีการปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับสถานการณ์อย่างทันท่วงที
ผมจึงเห็นด้วยกับแนวความคิดของคุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และหม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล   ที่เห็นว่าเราสามารถควบคุมโรคและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกันได้  เพราะโควิด-19 ผู้รู้หลายท่านให้ข้อสังเกตว่าน่าจะจบลงภายใน  6 เดือนหรือไม่เกินหนึ่งปี  แต่หากปล่อยให้เศรษฐกิจพังจะใช้เวลาพลิกฟื้นเกิน  10 ปีแน่นอน และจะมีคนอดตายมากกว่าเสียชีวิตเพราะติดโควิด

 


คุณหมอสุรพงษ์ให้ความรู้ว่าโควิด-19 เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้  3 ทางเท่านั้น  คือ ตา จมูกและปาก   หากเรามีเครื่องป้องกันการเข้าสู่ร่างกายครบทั้ง 3  ทางดังกล่าวโควิด-19 ก็จะไม่สามารถทำอะไรมนุษย์ได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องรีบทำคือเตรียมความพร้อมทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาประชาชน  หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อไม่ให้ติดเชื้อเสียเอง  หาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับประชาชน   ได้แก่ หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ให้เพียงพอที่ประชาชนจะเข้าถึงเพื่อใช้ป้องกันตัว   ป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าจำเป็นจนขึ้นราคาทำให้ประชาชนเดือดร้อน   และสร้างความตระหนักว่าผู้สูงวัยคือกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ   จากนั้นรัฐบาลก็สามารถผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม

 


อย่าฉวยโอกาสปิดประเทศเกินกำหนดจนเศรษฐกิจพินาศ  เพื่อเอามาแก้ตัวว่าโควิด-19 เป็นต้นเหตุ เพราะคนไทยต้องฆ่าตัวตายหนีพิษเศรษฐกิจมาก่อนจะเกิดโควิด-19 แล้ว การปรับยุทธศาสตร์ให้เท่าทันสถานการณ์คือหัวใจแห่งการอยู่รอดของประชาชน ทั้งจากโรคภัยและความยากจน”

 



ขณะที่พรรคเพื่อไทย  ก็ออกแถลงการณ์   แสดงข้อความว่า  " ตามที่รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีการควบคุมประชาชนในระดับสูง พรรคเพื่อไทยเห็นว่า เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้ยาแรงแล้วปัญหาต้องจบเร็วที่สุด  ไม่ควรเกินระยะเวลาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ รัฐบาลไทยต้องควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้  

 


โดยมีตัวชี้วัดทางการแพทย์ชัดเจนที่ผ่านมา   ตั้งแต่มีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส    การบริหารวิกฤติของรัฐบาลค่อนข้าง หละหลวม บกพร่อง   โดยรัฐบาลได้ปล่อยปละละเลยมาตรการสำคัญหลายประการ   ตั้งแต่เริ่มต้นสภาวะวิกฤติ จนกระทั่งสถานการณ์บานปลาย   ปล่อยให้มีการกักตุน   และหาผลประโยชน์จาก   อุปกรณ์ป้องกันตัว และอุปกรณ์ทางการแพทย์   ซึ่งจะเห็นได้จากการขาดแคลนหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาล จนกระทั่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว จนทะลุหลักพันคนในวันนี้  

 

จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1.ขอให้รัฐบาล ปูพรมในการค้นหาผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ นำผู้ติดเชื้อทั้งหมดมารักษา พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้สามารถแพร่เชื้อต่อ

2.ขณะนี้อุปกรณ์ในการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัส ทั้งของประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ ขาดแคลนอย่างหนัก และราคาสูงกว่าปกติมาก นายกรัฐมนตรี ควรเรียกความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชนคืนมา ด้วยการจับกุม และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย และลักลอบส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้ได้

 

3.นายกรัฐมนตรี ควรตัดสินใจนำงบกลางมาใช้ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดอย่างเร่งด่วน โดยที่ไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก

 

และ 4.ควรต้องใส่ใจ ในการวางมาตรการเพื่อช่วยเหลือดูแลคนยากจน ผู้มีรายได้น้อย หรือลูกจ้างรายวัน คนหาเช้ากินค่ำที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ และวิกฤตการณ์ต่างๆ ในครั้งนี้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

 

 


 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;