เกมขู่แบล็คเมล์??? สัญญาณชัดสามมิตร-พปชร.แตกหักแล้ว! รบ.อยู่ยากแน่ นายกฯต้องยุบสภา !?!

เกมขู่แบล็คเมล์??? สัญญาณชัดสามมิตร-พปชร.แตกหักแล้ว! รบ.อยู่ยากแน่ นายกฯต้องยุบสภา !?!

Publish 2019-06-30 09:19:42


มาถึงวันนี้แล้วก็ต้องขอฟันธง!!!ลงไปเลยว่า รัฐบาลลุงตู่ที่กำลังก่อร่างสร้างอยู่นี้ น่าจะอยู่ยาก ไม่เพียงเฉพาะเรื่องเสียงที่ปริ่มน้ำเท่านั้น หากแต่ความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐ นั่นน่าจะเรียกว่าเป็นสาเหตุหลัก เพราะต้องไม่ลืมว่าตลอดเวลานับแต่หลังเลือกตั้งเรื่อยมา ก่อนโหวตประธานสภาฯและนายกรัฐมนตรี ได้มีข่าวต่อรองเก้าอี้มาโดยตลอด ซึ่งสังคมก็จับตาดูทั้งยังเห็นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มาจากพลังประชารัฐแทบทั้งสิ้น และเป้าก็พุ่งไปที่นักการเมืองอย่างกลุ่มสามมิตร ที่ทำให้สังคมสงสัยว่าข่าวที่ถูกปล่อยออกมาระลอกแล้วระลอกเล่านั้น ใช่มาจากกลุ่มสามมิตรหรือไม่???



 

 

ทั้งนี้ข่าวสารที่ออกมาในเรื่องของโควตารัฐมนตรี จะเห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลแทบจะไม่มีเสียงอะไรออกมา มีบ้างก็เล็กน้อยเพราะทุกอย่างได้พูดคุยตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ช่วงโหวตนายกรัฐมนตรี หากแต่ที่มีความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นมากระทั่งบัดนี้ ที่สังคม ประชาชนรับทราบตามข่าวสารที่ปรากฏก็คือ แกนนำกลุ่มสามมิตรที่ยังออกมาพูดเรื่องตำแหน่ง คล้ายจะโวยวาย ข่มขู่เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องลองพิจารณาจากข่าวสารที่ออกมา และแน่นอนแล้วว่าวันนี้พัฒนาการของพรรคพลังประชารัฐได้มาถึงจุดที่แตกหักแล้ว

 

 

 



 

ถามว่าอะไรคือสัญญาณที่แจ่มชัดในความแตกหักของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหากคนที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมาต่อเนื่องย่อมจับสัญญาณได้เป็นอย่างดี เพราะต้องย้ำว่าภายในพรรคนี้ประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม และปัจจุบันชัดเจนว่ามีอยู่สองขั้ว ขณะที่เกิดความไม่พอใจในการตัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีก็มีการปล่อยข่าวออกมาทิ่มแทงกันอยู่ตลอด และล่าสุดที่บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ถึงกับประกาศข้ามน้ำข้ามทะเลระหว่างประชุมผู้นำกลุ่มจี20 จากญี่ปุ่น   กล่าวความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งจับสาระสำคัญบางช่วงได้อย่างชนิดไม่ต้องแปลความว่า การเป็นรัฐมนตรีไม่อยากให้มองว่ากระทรวงใหญ่ หรือ กระทรวงเล็ก กระทรวงเอ กระทรวงบี เพราะว่าไม่ใช่บริษัท ทุกกระทรวงมีความสำคัญเท่ากันหมด 

 

“การเป็นรัฐมนตรี อยากให้ดูความเหมาะสม  ถึงแม้ว่าจะเป็นโควต้าของแต่ละพรรคการเมือง แต่ถ้าทำไม่ดีก็สามารถปรับเปลี่ยนได้  จึงขอให้หยุดการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะทางโซเชียล ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบได้ตัดสินใจแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ รายชื่อที่เสนอมาเป็นรัฐมนตรีส่วนตัวรู้จักทุกคน จึงขออย่าให้เกิดความวุ่นวายมาก ขณะนี้ในต่างประเทศให้การยอมรับว่าไทยมีรัฐบาลแล้ว  ถ้าหากต่อไปไม่ดีสามารถแก้ไขได้ โดย ยืนยันได้ทำความเข้าใจกับทุกคนแล้ว และทุกคนเข้าใจกันดีไม่มีปัญหา เพราะต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าจะใครก็ตาม ต้องเข้าใจผมเพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี”  

 

 

นั่นคือสิ่งที่นายกฯพลเอกประยุทธ์ พูดออกมาท่ามกลางข่าวนายอนุชา นาคาศัย หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร ที่ข่าวว่าจะหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หากถามว่าแล้วมันเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไรกับกลุ่มสามมิตรกับสิ่งที่นายกฯพูด เรื่องนี้คนที่ตอดตามการเมืองย่อมรู้และเข้าใจ ไม่เป็นอย่างอื่นว่านี่คือคำพูดที่ส่งตรงไปถึงกลุ่มคนที่วุ่นวายอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐ ในขณะที่วันเดียวกันนายอนุชา ก็ตั้งโต๊ะแถลงถึงเรื่องนี้โดยจับใจความสำคัญ บางช่วงหลังมีกระแสข่าวหลุดจากเก้าอี้รมช.คลัง ว่า ยังเชื่อถือในสัจจะลูกผู้ชายชาติทหารของพล.อ.ประยุทธ์ ในโผนั้นมีชื่อตนเองเป็นรมช.คลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

ผลสำเร็จดังกล่าวมาจากองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการคือ 1.การมีผู้นำที่ดีในการเสนอตัวชิงตำแหน่งนายกฯ 2.การเงินของพรรคฯ 3.การมีบุคลากรที่ดีในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. 4.การมีนโยบายที่ดีและยุทธศาสตร์ที่ดีในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และ5.การจัดการบริหารงานของพรรคฯ ที่ต้องทำอย่างดี ซึ่งข้อ 1 กับข้อ 2 นั้น พวกตนไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้มากนัก แต่ก่อนเข้าพปชร.ก็คิดกันถี่ถ้วนแล้วว่า ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นายกฯอีกสมัย ส่วนข้อ 3-5 นั้น พวกตนมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานร่วมกันกับคนในพรรคจนประสบความสำเร็จ

 

 

“ถ้าเป็นไปตามกระแสข่าวจริง ตนเองถ้าจะถูกปรับออกก็ยินดี แต่ขอนายกฯว่าอย่าเปลี่ยนตำแหน่งอื่นเลย โดยเฉพาะนายสุริยะ เพราะตนทำงานร่วมกันมานาน นายสุริยะเป็นคนที่มีคุณค่า มีความสามารถ จึงขอฝากนายกฯว่า ถ้านายกฯได้ใช้นายสุริยะ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนร่วมงานและประชาชนมาก เพราะนายสุริยะเป็นคนเก่งจริง ๆ ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มากมาย “ถ้านายกฯจำเป็น ผมขอออกคนเดียว”

 

ทั้งนี้นายอนุชา ยังกล่าวไปถึงการนำพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ที่มีเพียง 3 คนมาร่วมรับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งแต่เดิมเป็นคู่แข่งทางการเมืองตอนเลือกตั้ง คิดว่าไม่น่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะเอามาแทนตำแหน่งของตนหรือของคนอื่นตามที่เป็นข่าว

 

“เสมือนหนึ่งว่าพวกผมไปรบจนชนะ พอกลับบ้านถูกแม่ทัพนำศัตรูที่ไปต่อสู้มาจนชนะ มาตัดหัวพวกผมทิ้ง แต่ก็ไม่เป็นไรถ้าเป็นเช่นนั้น อาจเพราะด้วยความจำเป็นของนายกฯ แต่ผมไม่เชื่อว่า นายกฯเคยรับปากพรรคชพน.ไว้ แต่อาจเป็นบุคคลบางกลุ่มในพรรคพปชร.ที่ไม่อยากให้ผมเป็นรัฐมนตรี แล้วไปเสนอนายกฯ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมขอกราบเท้านายกฯว่าผมไม่ขอรับตำแหน่งก็ได้ แต่ผมขอให้ท่านสุริยะได้เป็นรมว.พลังงานตามที่นายกฯเคยลั่นวาจาไว้ แล้วผมจะไปกราบแทบเท้านายกฯ” นายอนุชา กล่าว

 

 

นอกจากนี้นายอนุชา ยังแถลงพูดออกมาอีกว่า กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่อยู่ภายในพรรค เป็นผู้บริหารพรรค แต่คอยรังแก

“ที่พวกคุณเรียกพวกเราว่ากลุ่มสามมิตร ทั้งๆที่พวกเราเป็นคนพรรคพลังประชารัฐเป็นลูกน้องท่านนายกฯเหมือนกับพวกคุณ ผมก็ยังคอยรับใช้พวกคุณทำงานให้พวกคุณในทุกเรื่องที่พวกคุณต้องการจนประสบความสำเร็จ ให้พวกคุณเสวยสุข แต่พวกคุณก็ยังรังแก ไปให้ร้าย ใช้สื่อโจมตี เสนอแต่เรื่องไม่ดีและเรื่องไม่จริงให้ท่านนายกฯและผู้ใหญ่ที่น่านับถือฟัง จนพวกเราเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจของทั้งสองท่าน และหากพวกท่านรักท่านนายกฯ หรือผู้ใหญ่ ที่น่านับถือจริง และรักพรรคจริง ขอได้โปรดหยุดการกระทำเหล่านี้ นับแต่บัดนี้ ท่านอาจจะลืมไปว่าท่านใช้อะไรผมบ้าง ท่านทิ้งอะไรไว้บ้างหากโดนรังแกจนทนไม่ได้ พวกท่านจะต้องมีข่าวระดับชาติเป็นแน่ๆ”

 

ทั้งหมดที่ยกมาข้างต้นนั้นคือข้อแถลงของนายอนุชา หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตรคนสำคัญ  จะเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่า นี่คือสัญญาณที่บ่งชัดว่าภายในพลังประชารัฐแตกหักแล้วจริงๆ เพราะไม่เพียงตัดพ้อต่อว่าถึงการจะหลุดเก้าอี้แล้ว ยังพูดในเชิงข่มขู่ด้วยหรือไม่ อันนี้ประชาชนน่าจะพิจารณาเองได้กับประเด็นต้องมีนายสุริยะ นั่งบนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ5ข้อที่นายอนุชาว่ามานี้ อาจดูเหมือนจะเข้าข้างตัวเองไปหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าที่พรรคพลังประชารัฐชนะได้คะแนนเสียงมานั้น ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือตัว พลเอกประยุทธ์ ที่ถูกเสนอให้เป็นนายกฯ จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าที่พรรคได้จำนวนส.ส.มาขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะประชาชนอยากให้และต้องการพลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง

 

 

ส่วนอีกประเด็นที่นายอนุชา คงลืมไปว่าคำว่ากลุ่มสามมิตรนั้น ไม่ได้ลบเลือนสลายไปแต่อย่างใด กลับตรงข้ามวันนี้ทุกคนทั้งภายในพรรคพลังประชารัฐเอง รวมทั้งประชาชน สังคมคนทั้งประเทศก็รู้ดีว่า ยังมีกลุ่มสามมิตรอยู่ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการไปกินข้าวกันก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ข่าวก็ออกเผยแพร่กันไปทั่วว่ากลุ่มสามมิตรจำนวน30คนได้นัดรวมตัวกัน ทั้งในวันนั้นก็ยังมีการนั่งโต๊ะแถลงกันด้วย กระนั้นในช่วงที่นายอนุชาพาดพิงไปถึงคนในพรรค และจับโยงไปถึงนายกฯ คล้ายจะบอกว่าไปรับฟังจากคนโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วมาใส่ร้ายตนเองนั้น เรื่องนี้นายอนุชา พูดราวกับว่า พลเอกประยุทธ์ อย่าหูเบาไปเชื่อหรืออย่างไร???

 

สุดท้ายการออกคำขู่จะแถลงให้ใครบางคนบางกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐให้ตกเป็นข่าวระดับชาติ นี่ต้องถามนายอนุชาว่า ไม่ใช่การข่มขู่แบล็คเมล์ใช่หรือไม่??? ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ชัดเจนแล้วว่า2ขั้วของพลังประชารัฐถึงจุดแตกหักแล้วจริงๆ ไม่ว่าขั้ว พลเอกประยุทธ์อันมีพี่น้อง3ป.และสายกปปส. นายณัฏฐพล และนายพุทธิพงษ์ ทั้งยังมีผู้กองธรรมมนัส เป็นคนทำงานให้ด้วย ขณะอีกขั้วที่เคยบอกไว้นั่นคือ กลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ สุริยะ สมคิด และ4รัฐมนตรีที่มาทำงานในพลังประชารัฐซึ่งเป็นที่ทราบว่าเป็นคนของดร.สมคิด ท้ายสุดนี้ปัญหาอันเกิดจากความไม่พอใจของกลุ่มสามมิตรที่นายกฯไปจัดสรรตำแหน่งให้พรรคร่วม จนนำมาซึ่งบอกว่าเป็นความไม่ลงตัวนั้น ได้พัฒนามาถึงวันแตกหัก ดังนั้นย่อมเห็นอนาคตอันใกล้แล้วว่า รัฐบาลอยู่ยากอย่างแน่นอน มีหนทางที่ต้องจัดการคือต้องเอาคนที่มีปัญหาให้อยู่ หรือไม่อย่างนั้น นายกฯยุบสภาไปเลยแล้วไปเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งถึงวันนั้นก็อย่าได้แคร์นักการเมืองอย่างสามมิตร!!!     

 

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์