ขบวนการโหน ฮาคิม เกาะกระแสหวังตีกิน ปั่นเสี้ยม #BoycottThailand...ใครกันแน่ชักศึกเข้าบ้าน?

ขบวนการโหน "ฮาคิม" เกาะกระแสหวังตีกิน ปั่นเสี้ยม #BoycottThailand...ใครกันแน่ชักศึกเข้าบ้าน?

Publish 2019-02-07 15:09:16


สืบเนื่องจากกรณีวานนี้สำนักอัยการสูงสุดออกแถลงการณ์ ที่ทำให้ความคลุมเครือของประเด็นการจับกุมตัวนายฮาคีม อัล อาไรบี นักฟุตบอลชาวบาห์เรน ผู้มีสถานะผู้ลี้ภัยโดยรัฐบาลออสเตรเลีย มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ข้อถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่ในสังคมขณะนี้เริ่มถูกคลี่คล่าย ด้วยปรากฏว่ามิใช่ความผิดของทางการไทย แต่เป็นไปตามกระบวนการทางกฏหมาย 

โดยถ้อยแถลงตอนหนึ่งระบุว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับคำร้องขอได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องของประเทศผู้ร้องขอ เพื่อขอให้ส่งตัวนายฮาคีม ผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีอาญานั้น เป็นข้อกล่าวหาคดีอาญา ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้บัญญัติให้เป็นความผิดตามกฏหมายของประเทศไทยด้วย และข้อหาต่างๆดังกล่าวมีอัตราจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี อีกทั้ง ไม่ใช่ความผิดทางการเมืองหรือการทหาร จึงเข้าหลักเกณฑ์และข้อกฏหมายตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนปี 2551

เกี่ยวกับคดีนั้นทางสำนักฯได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นายฮาคีม ถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากลาง เขต 1 แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ และมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง ซึ่งต่อมาศาลอาญากลาง เขต 1 ได้มีคำพิพากษาจำคุก 10 ปี หลังจากนั้นนายฮาคีมได้หลบหนีไป จนมาถูกควบคุมตัวในประเทศไทย 

อย่างไรก็ตามนายธรัมพ์ ระบุว่า จุดยืนของรัฐบาลไทยเมื่อเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรมไทย จะไม่มีการเข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายอย่างเด็ดขาด ส่วนการพิจารณาคดีดังกล่าวต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล และยืนยันว่ากระบวนยุติธรรมไทยมีมาตรฐาน และคุ้มครองรักษาสิทธิผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทางผู้ต้องหาสามารถนำหลักฐานมาต่อสู้ทางคดีในชั้นศาลได้ ยืนยันไม่มีการกดดันการทำงานจากฝ่ายใดแน่นอน



สอดคล้องกับฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่แถลงการณ์ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจและเป็นการเพิ่มน้ำหนักว่าทางการไทยมิได้กระทำการโดยพลการ เมื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผยภายหลังการพบปะพูดคุยกับเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ย่านถนนสาทร ว่าโดยเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยยอมรับกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ว่าเป็นผู้แจ้งหมายจับแดงของอินเตอร์โพล กรณีนาย นายฮาคีม มาให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นผู้ควบคุมตัวไว้เอง นี่จึงเป็นเหตุให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด จึงจำเป็นต้องกดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัวนายฮาคีม กลับไปยังประเทศออสเตรเลียให้ได้

จากแถลงการณ์ของ สตม. ระบุเพิ่มเติมว่า "ทางเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย หวังว่าทุกฝ่ายจะพิจารณาจากความจำเป็น และข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทั้งยังเรียกร้องให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองใช้อำนาจบริหารเข้าสนับสนุนในการให้ข้อมูลแก่ศาล เพื่อประกอบการไต่สวน ซึ่งทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้แจ้งให้ทางเอกอัครราชทูตทราบว่า ในประเทศไทยอำนาจบริหารไม่อาจก้าวล่วงอำนาจศาลได้ สถานทูตจะต้องเป็นฝ่ายดำเนินการส่งข้อมูลความจำเป็นทั้งหมดในกระบวนการไต่สวน เพื่อประกอบการตัดสินใจของศาล"

อีกทั้ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังยืนยันเพิ่มเติมว่า ทางเอกอัครราชทูตฯ ยอมรับกับตนตามแถลงการณ์ข้างต้น ว่า เป็นผู้แจ้งหมายจับอินเตอร์โพลแก่ตำรวจตม.ให้จับนายฮาคีมตามหมายจับ และมีการประสานทางการบาห์เรนไว้แล้วเองด้วย เพื่อให้ไทยส่งนายฮาคีมไปยังบาห์เรน แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เขารู้สึกผิด บอกกับตนว่าตอนนี้จึงต้องพยายามเป็น 2 เท่าเพื่อกดดันไทยให้ดำเนินการกับนายฮาคีมโดยส่งกลับออสเตรเลีย ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป นี่คือคำพูดของเอกอัครราชทูตที่บอกกับตน

อย่างไรก็ตามจวบจนกระทั่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าการแตกแยกทางความคิดจะยังไม่มีทีท่าว่าจะลดโทนความขัดแย้งลง เมื่อปรากฏว่ามีทั้งกลุ่มที่ปล่อยวางให้เรื่องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมด้วยเพราะตระหนักว่ามีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาเป็นหัวข้อสนทนากันโดยทั่วไป แต่หาใช่กลับกลุ่มที่เป็นตัวตั้งตัวตีไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลจุดชนวนเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้น ผ่านวิธีการวิพากษ์รัฐบาล คสช. ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารมิใช่ตุลาการอย่างเผ็ดร้อน



 

ประหนึ่งหูตามืดมัวไม่ยอมรับต่อข้อเท็จจริงตามกฏหมาย เมื่อหนึ่งในนั้นคือนายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่รู้กันดีว่าวางตนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลในฐานะขั้วการเมืองตรงข้าม ในตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไปร่วมถ่ายรูปเรึยกร้อง #SaveHakeem แล้ว ครับ เขาถูกขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนด้วยข้อหาคดีการเมืองจึงไม่เข้าต้องส่ง แถมยังมีข้อมูลว่าถูกทรมานระหว่างสอบสวน จึงอาจถูกทรมานอีกทำให้เราต้องไม่ส่งไปบาห์เรน และเมื่อเขาได้รับสถานะผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองจากรัฐบาลออสเตรเลีย ไทยจึงจะต้องส่งเขาไปออสเตรเลียครับ

แน่นอนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยออกมารับลูกจากพฤติการณ์ของนายจาตุรนต์ และบุคคลสาธารณะบางรายที่ปลุกระดมในลักษณะนี้จนภายหลังจาก #SaveHakeem ได้เปลี่ยนมาเป็น #BoycottThailand โดยเป็นเจตนาเพื่อเรียกร้องให้ประชาคมโลกคว่ำบาตรไทยที่อ้างว่าไม่เคารพหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

แต่กลับเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อพบว่าพื้นที่ ที่มีการใช้แฮชแท็คนี้มากที่สุดคือประเทศไทยนั่นหมายความว่าเป็นฝีมือของชาวไทยส่วนใหญ่ที่เห็นดีเห็นงาม ไหลเอนตามกระแสต่อต้านรัฐบาล พฤติการณ์ลักษณะนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่ประสงค์ดีที่หวังผลทางการเมือง อีกทั้งยังเป็นการกดดันการใช้อำนาจตุลาการของศาล

ชี้ชัดต่อข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งขึ้นว่ามีผู้พยายามดึงให้เป็นเรื่องทับซ้อนทางการเมืองพร้อมพาดพิงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เมื่อพบว่านางสาวณัฐฏา มหัทนา หรือที่รู้จักกันในชื่อโบว์คนอยากเลือกตั้ง ที่ขับเคี่ยวกับรัฐบาล คสช.มาโดยตลอด ได้ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ ระบุ ว่าเราไม่จำเป็นต้องโต้ด้วย #SaveThailand ที่อ้างว่าทำเพื่อต้าน #BoycottThailand สิ่งที่ต้องทำในฐานะคนไทยคือช่วยกันกดดันรัฐบาลเผด็จการให้ก้าวไปยืนกับประชาคมโลกที่เหลือและทำสิ่งที่ถูกต้อง แทนการพยายามส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

หากดูเหมือนว่าความปรารถนาของผู้ที่เห็นพ้องต้องกับพฤติการณ์ดังกล่าวจะบรรลุเป้าประสงค์เมื่อ #BoycottThailand ได้แพร่ระบาดไปยังทั่วโลกออนไลน์จนมีชาวต่างชาติจำนวนมากร่วมประท้วงทางการไทยให้ปล่อยตัวฮาคีม แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแม้แต่น้อยเพราะย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เสมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่ทางวางตัวของรัฐบาลไทยนั้นก็ยังคงเป็นกลางด้วยพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาเน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการได้ และยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเทรนด์แฮชแท็คดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง    
-“วีระ” ถลันเกาะกระแส “ฮาคิม” จวกรัฐบาลไทยเคยถีบส่งคนไทยติดคุกเขมร...จำได้ไหมใครเคยช่วยตนครั้งสูญสิ้นอิสรภาพ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย