บ่วงกรรมชินวัตร ทักษิณหนีคนเดียวไม่พอ -ถอดรหัสเบื้องหลังคนสั่ง ยิ่งลักษณ์ เผ่นนอก  ไม่เคารพกม.

บ่วงกรรมชินวัตร "ทักษิณ"หนีคนเดียวไม่พอ -ถอดรหัสเบื้องหลังคนสั่ง "ยิ่งลักษณ์" เผ่นนอก ไม่เคารพกม.

Publish 2019-01-08 15:58:58


หากจะว่ากันไปแล้ว...จนถึงตอนนี้นับแต่เก้าอี้นายกของสองพี่น้อง ชินวัตร มีอันต้องล้มลงจากการใช้อำนาจอันฉ้อฉล จนทั้งสองต้องหลบหนีไปต่างแดน ด้วยรู้อยู่เต็มอกว่าหากถูกจับกุมต้อง จักต้องชดใช้กรรมที่ต่อจนต้องหลังอานเป็นแน่ หากทว่าทุกความเคลื่อนไหวของทั้งสองก็ถูกจับตามองมาโดยตลอด ด้วยสังคมต่างหวังว่าระบบยุติธรรมไทยจะสามารถนำคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่  อย่างไรก็ดีเมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย กลับพบว่าเหล่าเครือข่ายผู้ภักดิ์ดียังไม่ลดละความพยายามที่จะอาศัยช่องว่างทางกฏหมายทาวงคืนอำนาจให่แก่ตระกูลชินวัตร กลับมาเหยี่ยบย่ำหรือย่ำยีประเทศไทยอีกครั้ง

 

 

หลังจากมีกระแสข่าวออกมาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมาว่า  "นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์" อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ พร้อมผู้บริหารพรรคเดินทางไปที่หอประชุมเทศบาลตำบลวงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อเปิดสถาบันพัฒนาการเมืองพิษณุโลกของพรรค โดยมี "นายยงยุทธ ติยะไพรัช" อดีตประธานรัฐสภา และ "นายจตุพร พรหมพันธุ์" พร้อมแกนนำ น.ป.ช.ส่วนหนึ่ง มาร่วมเป็นกำลังใจ รวมทั้งปราศรัยให้ความรู้เรื่องการเมืองและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

 

แต่ประเด็นหนึ่งสำคัญที่น่าจับตามอง คือคำกล่าวตอนหนึ่งของ "นายยงยุทธ" ที่กล่าวว่า "เราได้พยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ 4 หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อชาติ ที่สำคัญจุดอ่อนที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ถอยหลังเข้าคลอง โดยเฉพาะที่มาและอำนาจของ ส.ว. ทำให้พรรคการเมืองไม่มีความมั่นคง และทำลายขีดความสามารถของคนไทย เช่น คนๆ หนึ่งแสดงความคิดเห็นที่ดี แล้วมีพรรคการเมือง นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะถูกตีความว่าเป็นบุคคลภายนอกชี้นำพรรค อาจถูกยุบพรรคได้ ทำให้คนเก่ง คนดีขาดโอกาส" แต่ในเวลาต่อมาทางพรรคฯออกมาแถลง คล้ายว่าเป็นการเบี่ยงประเด็น โดยใจความระบุว่า

 

" ทางพรรคขอยืนยันถึงเรื่องที่นายยงยุทธพูด ว่าไม่ได้เจาะจงหมายถึงการช่วยเหลืออดีตนายกฯ คุณทักษิณ กลับไทย แต่พรรคมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคุณทักษิณเอง ก็เป็นหนึ่งนั้น และขอยืนยันว่าที่กล่าวเป็นเพียงบรรยากาศ มิได้เป็นหลักปฏิบัติเชิงนโยบายแต่อย่างใด"

 

ทั้งนี้ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว สาเหตุที่"นายทักษิณ" ต้องหนีออกนอกประเทศ ภายหลังจากการรัฐประหารปี49 ด้วยเหตุอันไม่ชอบธรรมทั้งการทุจริต และการเอื้อประโยชน์ให้ครอบครัวของเขาเองต่างๆนาๆ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลาถึง 1ปี 5เดือน  อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของนายทักษิณ ที่รู้อยู่แก่ใจถึงความผิดที่ตัวเองนั้นก่อขึ้นจนอาจต้องติดคุกติดตาราง หรือไม่? จึงได้มีการวางแผนเตรียมการหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อนล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันก่อนคำตัดสิน 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีก1บุคคล ที่คนไทยยังจดจำกันได้ดี คือ น.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ผู้ที่มีชะตากรรมไม่ต่างจากพี่ชาย เพราะหากย้อนไปดูเส้นทางการเมืองตลอดระยะเวลา 6 ปีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้วจะคลับคล้ายคลับคลาประหนึ่งปรากฏการณ์เดจาวู เหมือนดูหนังที่ฉายซ้ำ   เนื่องเพราะชีวิตการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้นช่างเหมือนกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชายราวกับโคลนนิ่ง ตั้งแต่เส้นทางที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงจุดจบบนเส้นทางการเมืองที่ลงท้ายด้วยการระหกระเหินหนีคดีไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ

 

 

 



ดั่งกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกฟ้องใน “คดีรับจำนำข้าว” ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57 และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 5 แสนล้านบาท ก็ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำหนดนัดในวันที่ 25 สิงหาคม 60

 

"น.ส.ยิ่งลักษณ์" ไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวตามกำหนด ถึงแม้ว่าทนายประจำตัวจะอ้างว่าป่วยเพราะ "น้ำในหูไม่เท่ากัน" อย่างไรก็ตามมีกระแสข่าวหนาหูว่า "เธอได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2560 โดยการหนีของเธอได้มุ่งหน้าไปที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค โดยใช้รถโฟล์คตู้สีดำ พร้อมคณะผู้ติดตามรวม 14 คน จากนั้นเดินทางกลับเข้ามาที่บ้านพัก ต่อมาช่วงค่ำวันเดียวกัน วงจรปิดบริเวณใกล้เคียง สามารถจับภาพขั้นตอนที่เชื่อว่าเป็นการหลบหนีของคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยพบว่ามีขบวนรถมุ่งหน้าออกจากบ้านพักหลังดังกล่าวรวมหลายคัน และทุกคันขับตามขบวนไปในทิศทางเดียวกัน มีรถกระบะตำรวจ ไม่ทราบทะเบียนและสังกัด ขับนำหน้า ต่อมามีรายงานเพิ่มว่า เธอไปพักอาศัยอย่างปลอดภัยที่ประเทศดูไบเรียบร้อยแล้ว"

 

 

โดยรายละเอียดไทม์ไลน์การหนีออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

วันที่ 23 สิงหาคม 2560 - ก่อนถึงกำหนดวันรับฟังคำพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ทำบุญตักบาตรที่บ้านในตอนเช้า และได้โพสต์ภาพแชร์ลงบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว Yingluck Shinawatra   

 

วันที่ 24 สิงหาคม 2560 - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กลับมาเคลื่อนไหวบนหน้าเฟซบุ๊กอีกครั้ง โดยเธอโพสต์ข้อความถึงกลุ่มผู้สนับสนุนของเธอ ระบุว่าไม่อยากให้เดินทางมาให้กำลังใจเธอที่ศาล เพราะว่าอาจจะเกิดความวุ่นวายได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้อความที่ดูซื่อตรง แต่มันก็ดูมีความหมายแฝงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเธอได้ย้ำถึง 2 ครั้งว่าไม่ให้พี่น้องประชาชนมาที่ศาล อีกทั้งยังกล่าวว่า "ครั้งนี้เราจะไม่ได้พบปะ เห็นหน้า หรือสื่อความรู้สึกถึงกันได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา"

 

วันที่ 25 สิงหาคม 2560 - ถึงวันกำหนดการรับฟังคำพิพากษา มวลชนผู้สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมารอให้กำลังใจเธอเป็นจำนวนมาก แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับไม่ปรากฏตัว มีแต่ทนายประจำตัวเดินทางมายื่นเรื่องต่อศาล ระบุว่าเธอไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยอ้างเหตุผลว่าป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลย

 

ส่วนการหลบหนีของ"น.ส.ยิ่งลักษณ์ " หลังจากที่เธอได้หายตัวไป สื่อหลายสำนักรวมทั้งสื่อต่างประเทศต่างก็ตีข่าวว่าเธอหลบหนีออกนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไปในวันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกันกับ "หลวงปู่เณรคำ" โดยมีข้าราชการพาตัว "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ออกนอกประเทศ ข้ามพรมแดนออกไปกัมพูชา หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินไปสิงคโปร์ และต่อเครื่องเดินทางไปยังประเทศดูไบ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่ชาย (นายทักษิณ) ปักหลักอยู่เป็นหลัก ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ รายงานระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พา น้องไปป์ ลูกชาย เดินทางไปด้วย

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ปรากฏตัวที่ศาลตามนัดหมาย ศาลก็ได้ริบเงินประกันตัวจำนวน 30 ล้านบาท และได้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปเป็นวันที่ 27 กันยายน 2560 ซึ่งเธอเองก็ไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีก หลังจากนั้น 5 กรกฏาคม 61สถานเอกอัครราชทูตไทยในสหราชอาณาจักร ได้ส่งจดหมายเพื่อร้องขอต่อทางการอังกฤษให้ส่งตัว อดีตนายกฯ หนีคุก กลับมาประเทศไทย ตามสนธิสัญญาปี 1911 ที่ว่าด้วยการส่งตัวอาชญากรผู้หลบหนีคดีกลับประเทศ

 

แม้เชื่อว่า ยิ่งลักษณ์ พักอยู่ในอังกฤษ และยืนยันคำร้องไม่เกี่ยวพันกับความผิดทางการเมืองหรือทหาร แต่นักโทษหนีคุกก็ยกเหตุกระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้มาตรฐานร้องต่อศาลไม่ให้ส่งตัว ฟันธงได้ว่าไม่ได้ตัวเธอกลับมาแน่ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยก็ไฟเขียวให้เธอออกไปเอง วันนี้ทางการไทยก็แอคอาร์ตกันไปพอเป็นพิธี สองพี่น้องตระกูลชินวัตรคงต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศจนกว่าชีวิตจะหาไม่...หรือไม่?

 
อย่างไรก็ตาม เมื่อสรุปค่อนข้างตรงกันแล้วว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “หนี” ไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า “หนีไปได้อย่างไร” เชื่อว่า "การหลบหนีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น เป็นไปได้สูงยิ่ง ที่ "ทักษิณ ชินวัตร" พี่ชายพาหนี  ประเภทที่ว่า "ทักษิณ" วางแผนเตรียมการให้หนีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 



เรื่องนี้ตอกชัดขึ้นไปอีก เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 61 "จอม เพชรประดับ" โพสต์เฟซบุ๊ก อวยพร วันเกิด "ยิ่งลักษณ์" อดีตนายกฯหญิง มีอายุครบ 51 ปี พร้อมเผยปมเหตุใดวันนั้น "ยิ่งลักษณ์" ต้องตัดสินใจหนีทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ลั่นวาจาไว้อย่างดี ว่าจะไม่หนี หรือเป็นเพราะพี่ไม่อยากให้น้องสาวติดคุกในประเทศไทยแม้แต่วินาทีเดียว  ... โดยข้อความระบุบว่า

 

 


  นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดอย่างหนาหูว่า "เจ๊แดง" หรือ "นางเยาวภา วงสวัสดิ์" ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้วใช่หรือไม่ ซึ่งก็เป็นข่าวที่มีการพูดลือกัน กระทั่งวันนี้หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับ ศุกร์ที่14 ธันวาคม 2561 ได้ตีพิมพ์ข่าวว่า มีรายงานข่าว กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. จะพิจารณาคดีจำนำข้าวรอบ 2 ไต่สวนมูลความผิดอีก8สัญญา จำนวนข้าวอีก14ล้านตัน  ซึ่งมีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวใกล้ชิดนางเยาวภา ยอมรับว่า "นางเยาวภา" เครียดกับคดีดังกล่าว และตอนนี้ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เพราะค่อนข้างแน่นอนว่าจะถูกเรียกไปให้ข้อมูลคดีนี้ด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการกระทำทั้งหมดที่กล่าวมาของคนในตระกูลชินวัตร ล้วนแต่มีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน คือการประกาศสู้ อ้างว่าจะยึดมั่นในความถูกต้อง สุดท้ายลงเอยด้วยการจงใจหลอกให้เชื่อ และหนีหายไปในที่สุด ...

 

 

 

 


 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา