โจทย์ใหญ่ระอุ !!! “ประชาธิปัตย์” เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ...เปิดชื่อท้าชิงแคนดิเดต โฟกัสไม่ใช่ "อภิสิทธิ์" (มีคลิป)

Publish 2018-06-08 13:20:52


อีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองที่ร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นอื่น นั่นก็คือกระแสข่าวล่ามาแรงตอนนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีการเลือก เลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ โดยจะมีการเลือกประมาณเดือนตุลาคม นี้   สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร เพราะตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะยังคงเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหรือไม่ 

 

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครกล้าเสนอตัวเข้ามาเป็นคู่แข่ง กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ก็ยังมีชื่อโผล่มา กรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเอาตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาได้ และหากมองไปถึงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดเองว่า พรรคยุคใหม่ จะมีนโยบายให้สมาชิกพรรค หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง


---เมื่อวันที่ 1 เม.ย.61 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก้าวสู่ยุคใหม่ โอกาสใหม่ความท้าทายใหม่ พรรคยุคใหม่ จะมีนโยบายให้สมาชิกพรรค หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง มีกลไกลตรวจสอบภายในเพื่อความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐาน จริยธรรมสูงกว่ากฎหมาย มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โดยเราจะเน้นอบรมสัมมนาบุคลากรทั้งในและนอกพรรค เรื่องประชาธิปไตย และนโยบายสาธารณะอย่างต่อเนื่อง จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ตอบสนองประชาชน สร้างนโยบายจากการมีส่วนร่วม อิงหลักวิชาการ งานวิจัย เชื่อมโยงกับปราชญ์ชาวบ้าน ทดลองนำร่องนโยบายในพื้นที่

 


---27 เมษายน 2561  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งข้อความผ่าน แอพลิเคชั่นไลน์ว่า ผมพร้อมถูกปลดล็อกแน่นอน เพราะผมเป็นคนริเริ่มให้สมาชิกหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคเอง ทั้งที่คนที่เสี่ยงต่อความสูญเสียมากที่สุด คือ ตัวผมเอง ผมต้องการปฏิรูปพรรคเข้าสู่ยุคใหม่ ยืนยันรักษาอุดมการณ์ของพรรค สร้างความพร้อมในการเข้าไปแก้ปัญหาของประชาชน พรรคและบ้านเมืองสำคัญกว่าบุคคล สมาชิกจะให้คำตอบ

 

 


มีคลิป

เวลานี้คงต้องดูกันต่อไปว่า ใครจะมานั่งหรือเปลี่ยนแปลงไปจากนี้หรือไม่สำหรับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทางด้านนายอภิสิทธิ์ พูดชัดว่า พรรคยุคใหม่ จะมีนโยบายให้สมาชิกพรรค หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง


และการยืนยันอุดมการณ์ ที่หนักแน่นก็เป็นที่จับตามองเช่นเดียวกัน โดยอภิสิทธิ์เน้นตอบสนองประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน และสนับสนุนหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนสมาชิกคนใดที่อยากจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ ต่อไป ก็ให้ไปพรรคอื่น  

---16 พ.ค.2561 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ว่า ตนสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอย่างแน่นอน โดยพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคการเมืองที่มีกติกาที่ดี และการเลือกคนมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ให้โอกาสโดยไม่เลือกปฏิบัติ และนักการเมืองในพรรคนี้ก็มาจากวิถีทางประชาธิปไตย มาจากระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม อันนี้คือสาระสำคัญมาก เพราะว่าประเทศเรามีปัญหาแม้เราจะมีประชาธิปไตยมานาน หลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ว่าถ้าเราไม่สามารถสกัดการโกงเลือกตั้ง การทุจริต การซื้อเสียง การแลกเสียงกับผลประโยชน์ได้ นักการเมืองก็ยังโกงอยู่


---14 พ.ค. 61 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การเตรียมการของพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างที่ยังไม่สามารถประชุมพรรคการเมืองได้ว่า มีการเตรียมยกร่างข้อบังคับพรรคเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมคือ ให้สมาชิกพรรคเลือกหัวหน้าพรรค และยังมีการทำเรื่องไพรมารีโหวต ผู้สมัคร ส.ส.เขต และระบบบัญชีรายชื่อด้วย ซึ่งมั่นใจว่าในการเลือกผู้บริหารใหม่จะไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค เพราะส่วนใหญ่ยังยืนยันให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคต่อ และเชื่อว่าสมาชิกพรรคก็จะเลือก นายอภิสิทธิ์ เช่นเดียวกัน 
 



ความสำคัญที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง นั่นคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปเสวนา เรื่อง “กลไลปราบโกงเลือกตั้ง ใช้กับใคร ใช้ได้จริงหรือ?”


7 มิถุนายน 2561  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ถามว่าจะมีเลือกตั้งไหม ตนยืนยันแทน คสช.ได้ว่ามี ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพราะตนเชื่อว่า ประเทศไทยจะหนีจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปไม่ได้ แต่จะมีเมื่อใดเป็นเรื่องของคสช. เพราะตนตอบไม่ได้ จากนี้ จะเป็นสูตร 3-3-5 คือ ช่วงเวลาทูลเกล้าฯ 3 เดือน กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ยืดไปอีก 3 เดือน และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใน 150 วัน คือ 5 เดือน โดยตนขอขีดเส้นใต้ว่าต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นใน 5 เดือน ซึ่งในความคิดตน คำว่าเสร็จสิ้นคงไม่ใช่แค่การเดินไปหน่อยบัตรแล้วเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะดำเนินการเพราะท่านรู้เงื่อนไขเหล่านี้ดีที่สุด ทั้งนี้ ตนห่วงเงื่อนไขนอกรัฐธรรมนูญ เช่น คำว่า “ไม่สงบ ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง” ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ตรงไหนในรัฐธรรมนูญ แต่กลัวคนหยิบเอาตรงนี้มาใช้เป็นเงื่อนไข 

 


ความน่าสนใจไม่หมดเพียงแค่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มางานเสวนา แต่อยู่ตรงที่ระยะช่วงนี้ “จุรินทร์” เดินสายไปยังภาคต่างๆ  หรือนี่จะเป็นหนึ่งในรายชื่อใหม่ที่มาแรงตอนนี้ ถึงขนาดที่ว่า มีการพบปะพูดคุยกับ อดีตสส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์  และผู้ที่สนันสนุนทางภาคใต้และข่าวมาแรง ระบุว่าไปหารือกันที่ประเทศจีน 

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีชื่อจุรินทร์ เข้ามาท้าชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รับรองได้เลยว่างานนี้หลายคนต้องหนักใจแน่นอน โดยเฉพาะ “ชวน หลีกภัย” ที่ไม่กี่วันมานี้ (16พ.ค.61) เพิ่งจะบอกว่า สนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอย่างแน่นอน

 

เพราะฉะนั้นเราต้องทำความรู้จัก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (15 มีนาคม 2499 - ) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา 6 สมัย เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน 1 และ ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลชวน 2 นอกจากนี้เคยดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (2 สมัย)

ด้านการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร นายจุรินทร์ เคยได้รับการโหวตจาก สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ให้เป็นคณะกรรมาธิการดีเด่น จากบทบาทใน คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร กรณีดำเนินการทวงคืน ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากสหรัฐอเมริกา จนเป็นผลสำเร็จ

ตั้งแต่การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2544 นายจุรินทร์ได้ย้ายไปลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ โดยให้ นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ น้องชายลงสมัคร ส.ส.เขต แทน ล่าสุดในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นายจุรินทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน เขต 8 พรรคประชาธิปัตย์ ในลำดับที่ 4 และได้รับการเลือกตั้ง

การปรับกลยุทธ์ใหม่ครั้งนี้ของประชาธิปัตย์ก็ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากกระแสจะปรับแม่ทัพใหม่ (หัวหน้าพรรค) แล้ว  ก็คงต้องดูถึงการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนสมาชิกที่มาลงชื่อ 9.7 หมื่นคน จากเดิมที่เคยแจ้งไว้ 2.8 ล้านคน

สิ่งที่ต้องมองให้ลึกลงไปนั่นก็คือ การเลือกตั้งที่จะมาถึงในช่วงปี 2561 จุดที่เป็นที่บอดคงจะเป็น พื้นที่ภาคอีสาน การเลือกตั้ง 2554 ประชาธิปัตย์เสื่อมถอยภาคใต้ 29.65% ภาคกลาง 15.78% ภาคเหนือ 12.42% กรุงเทพ 7.36%  และอีสาน  6.28%

ไม่เพียงแค่ 1. )หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนกุนซือใหม่ ... 2.) ยังมีสิ่งที่ต้องช่วงชิงกลับมาในการเลือกตั้งนั่นก็คือ ฐานเสียงเลือกตั้งทางภาคอีสาน ต้องนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์  3.) ที่สำคัญคือฐานที่มั่นสำคัญในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้กำลังสั่นคลอนจากที่เคยกวาดที่นั่งได้เกือบหมดทุกจังหวัดถึงขนาดเปรียบเปรยกันว่า ปชป.ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะแบบนอนมา




อ้างอิงจาก รายการเนชั่นเจาะข่าวร้อน , ภาพจากเฟสอภิสิทธิ์ 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ณัฐญาดา น้อยจันทร์