นิ่มๆแต่เจ็บในอก นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ถึง ธนาธรเสนอเลิกไหว้ครู คนที่เสนอตัวจะเป็นนายกฯ คิดจะเปลี่ยนต้องเห็นหัวคนไทยทั้งประเทศด้วย

"นิ่มๆแต่เจ็บในอก" นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ถึง "ธนาธร"เสนอเลิกไหว้ครู "คนที่เสนอตัวจะเป็นนายกฯ คิดจะเปลี่ยนต้องเห็นหัวคนไทยทั้งประเทศด้วย"

Publish 2018-06-01 07:15:28


   จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจได้ออกมากล่าวถึงระบบการศึกษาไทยตอนหนึ่งว่า "พิธีไหว้ครู เป็นพิธีกรรมที่ล้าหลังมาก เอาพิธีกรรมที่เจ้ายศเจ้าอย่างออกไปทั้งหมด จากระบบการศึกษา ยกตัวอย่าง โรงเรียนไหนอยากจะมีการไหว้ครู ก็เป็นเรื่องของโรงเรียน ไม่ต้องไปบังคับเขา โรงเรียนไหนไม่อยากมีก็ไม่ต้องมี โรงเรียนไหนอยากให้นักเรียนไว้ผมยาวได้หรือจะให้ไว้ผมทรงนักเรียน หรือโรงเรียนไหนอยากให้นักเรียน นักศึกษาใส่ชุดนักศึกษาหรืออยากจะให้ใส่ชุดอะไรก็ได้มาเรียน ก็ให้เป็นเรื่องของโรงเรียน ต้องเอารัฐออกจากรูปแบบ เนื้อหาของการเรียนอยากสอนอะไรก็สอน ไม่ต้องไปออกแบบวิธีการประเมินจากส่วนกลาง ให้ท้องถิ่นออกแบบตัวเอง ฯลฯ"



   ซึ่งก่อนหน้านี้ อ.สุวินัย ภรณวลัย ได้ออกมากล่าวถึงกรณีนี้เช่นกัน โดยใช้คำว่า "ขยะพิษ" เป็นคำจำกัดความแทนตัวนายธนาธรโดยระบุว่า
 "เรื่องวาทกรรมยกเลิกพิธีไหว้ครูของธนาธร"
ผมมองอย่างนี้นะ
จริงๆ ธนาธรต้องการดึงรัฐออกจากระบบการศึกษาพื้นฐาน ถือว่าเป็นความคิดก้าวหน้าอย่างหนึ่งในเรื่องการศึกษานะ
แต่พอธนาธรเสนอวาทกรรมว่าจะยกเลิกไหว้ครูเพราะล้าหลัง ความตื้นเขินทางความคิดของธนาธรก็โผล่ออกมาทันที
แสดงว่าผู้ชายคนนี้ "ความคิดก้าวหน้าก็จริง แต่เรื่องจิตและคุณธรรมออกจะล้าหลังกว่าความคิดก้าวหน้าของตัวเอง"
แนวคิดปฏิรูปการศึกษาโดยให้รัฐลดบทบาทลง แล้วปล่อยให้ครอบครัว ชุมชนเข้ามาดูแลจัดการแทนเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนครับ
    แต่ผมคิดว่าความคิดของธนาธรยังไม่ตกผลึกพอ และมี "ขยะพิษ"ในจิตใจของเขามากเกินไป โดยเฉพาะความรู้สึกเกลียดชังต่อต้านคุณค่า "ความเป็นไทย" ที่ตัวธนาธรแสดงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบังอำพราง
อย่าไป "ล่าแม่มด" ธนาธรเลยครับ แค่รู้ทันกับเปลือยตัวตนของธนาธรออกมาก็น่าจะพอแล้ว"
 



ซึ่งล่าสุด วิมล ไทรนิ่มนวล  นักเขียนรางวัลซีไรต์  ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เห็นว่าพิธีไหว้ เป็นพิธีกรรมที่ล้าหลังนี้เช่นกันว่า
"สมัยผมเป็นนักศึกษา กระแสคอมมิวนิสต์กำลังแรง (ปีพ.ศ. 2516- 2520) ผมมีอาจารย์หลายท่าน รวมทั้งเพื่อนอีกหลายคนที่ "สมาทาน" ลัทธินี้เป็นสรณะ ผมเองก็ “เอียง” ไปทางนั้น ทั้งที่ไม่รู้อะไรนัก
   ผมรู้สึก “กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางความคิด” เมื่อได้ฟังคำพูดชุดหนึ่งที่ปฏิเสธระบบคุณค่าของสังคม (จารีต ขนบ ประเพณี ศาสนา)
เช่น ศาสนาเป็นยาเสพติด เผาวรรณคดีให้หมด เพราะเป็นของพวกศักดินา พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณต่อเรา ที่จะต้องกตัญญูกตเวที พวกเขาแค่สมสู่กันแล้วออกมาเป็นเรา รวมไปการโจมตีถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นเป้าใหญ่
อะไรที่มีอยู่ - เป็นอยู่ในสังคมไทยต้อง “โค่นล้มทำลาย” ให้สิ้น
   เมื่อคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดถึงเรื่องพิธีไหว้ครูแบบลิเบอรัล (ไหว้ก็ได้ ไม่ไหว้ก็ได้) ผมก็นึกไปถึงบรรยากาศในช่วงนั้นทันที

 


   คุณธนาธร พูดเหมือนกับว่าถ้าเราเลิก “ยึดมั่นถือมั่น” ระบบคุณค่าของสังคมไทยแล้วหันไป “ยึดมั่นถือมั่น” ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือลิเบอรัลแทน หรืออย่างน้อยก็ตัวคุณธนาธรเอง สังคมไทยก็จะมีสิทธิ เสรีภาพมากขึ้น
   อย่างในจีนต้องยึดมั่นถือมั่นท่านประธานเหมา ในรัสเซียต้องยึดมั่นถือมั่นท่านเลนิน ต่อมาก็ท่านสตาลิน ฯลฯ แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยึดมั่นถือมั่นระบบคุณค่าของสังคมไทย?
มันก็ยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น

 

 

“ระบบคุณค่าของสังคมนั้นช่วยยึดโยงคนไว้ด้วยกัน และดำเนินวิถีชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน มิให้เกิดความแตกแยกจนสังคมพังพินาศ” เช่นเดียวกับระบบเครือญาติ

คนที่เสนอตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้น่าจะมองเห็น ผมไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่เสนอว่าเมื่ออยากจะเปลี่ยนอะไรก็ต้องใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบด้าน
ประการสำคัญต้อง “มองเห็นหัวคนไทยทั้งประเทศด้วย” แม้เขาจะไม่ร่ำรวยหรือมีความรู้อะไรนัก
การทำลายระบบคุณค่าของสังคมใดๆก็ตาม มันคือการทำลายสังคมประเทศ
  ผมเข้าใจว่ามันคือเป้าหมายของลัทธิที่สอนไว้ เพื่อจะได้สร้างสังคมใหม่ หรือ “อนาคตใหม่” ให้คนไทยทั้งประเทศ แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้น ตรงกันข้าม มันจะนำพาเอาความวุ่นวายมาสู่สังคมไทยอีกระลอก"

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก @วิมล ไทรนิ่มนวล 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์