3 ตอนจบในที่เดียว!!กระแทกถึงทรวง อ่านชัดๆ "สนธิญาณ"ล่อนจ้อน"ธนาธร"ระวังจุดจบเหมือน"ทักษิณ"ไร้แผ่นดินอยู่!!!

3 ตอนจบในที่เดียว!!กระแทกถึงทรวง อ่านชัดๆ "สนธิญาณ"ล่อนจ้อน"ธนาธร"ระวังจุดจบเหมือน"ทักษิณ"ไร้แผ่นดินอยู่!!!

Publish 2018-04-01 12:34:26

เมื่อ"ไพร่รับใช้เจ้า"บอกกล่าว"ไพร่หมื่นล้าน" ว่าจะไร้ราคาเมื่อเป็นซ้าย"ปัญญาอ่อน"!! (ตอนที่1)



ก่อน 6 ตุลาคม 2519 ทั่วทั้งแผ่นดินไทย มี"การสู้รบ"กระจายไปทั้งแผ่นดินเพราะแตกแยกกันทางความคิด ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า"ขวา"เอา "สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ "เป็นที่ตั้งอีกฝ่ายเรียกว่า"ซ้าย"เอา"อุดมการคอมมิวนิสต์"เป็นที่ตั้งต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ผู้คนเท่าเทียมกัน

หลัง 6 ตุลาคม 2519 ที่"ฝ่ายขวา"บ้าคลั่งฆ่านักศึกษาประชาชนกลางเมืองจน"ฝ่ายซ้าย"และนักศึกษาประชาชนผู้รักความเป็นธรรมต้องหนีตายเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์

นับจากนั้นคนไทยก็"ฆ่า"กันเอง เพราะการแตกแยกทางความคิดนับ 10,000 คน

สถิติเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการแต่ตามหมู่บ้านแนวชายป่าจนถึงเขตฐานที่มั่น ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีการฆ่ากันตายทุกวันนับ 10 นับ 100 คนยาวนานถึง 8 ปีความแตกแยก จนนำไปสู่การ"ฆ่า"กันนี้จึงยุติลงอย่างสิ้นเชิง!!!




เวลานั้น"ไพร่หมื่นล้าน"อย่าง"ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" อาจจะยังไม่เกิดหรือเป็นแค่เด็กทารก

"ไพร่"อย่าง"สนธิญาณ"แม้จะอายุเพียง 17-18 ปี ก็หนีไม่พ้นที่ต้องได้รับผลจากความขัดแย้งนั้น ญาติพี่น้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มฆ่าหรือหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย

การต่อสู้เริ่มต้นด้วยความแค้นจากการสูญเสีย!!!!

จึงต้องให้การสนับสนุน"พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย"ญาติพี่น้องหนีเไปสังกัดในเขตป่าเขาจึงต้องสนับสนุนไปโดยปริยาย ตั้งแต่ขนย้ายอาวุธ หาเสบียงส่งป่า

จากนั้นจึงเข้า"จัดตั้ง"ศึกษาทฤษฎี "คอมมิวนิสต์"อย่างจริงจัง!!!

เริ่มตั้งแต่ปรัชญา"วัตถุนิยมวิภาษวิธี"ไปจนถึง"ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์"ฯลฯ

เชื่อว่าสิ่งที่ศึกษาเป็น"วิทยาศาสตร์" เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัยที่ความขัดแย้งทั้งหลายมาจาก"ปัจจัยการผลิต"ที่นำไปสู่การกำหนด"โครงสร้างทางเศรษฐกิจ"และ"ระบอบการปกครอง"ทางการเมือง!!!

เมื่อแผ่นดินเป็นสิ่งสำคัญในระบบเศรษฐกิจแบบการเกษตรใครครอบครองแผ่นดินผู้นั้นจึงมีอำนาจ

ผู้เป็นหัวหน้าของสังคมและครอบครองแผ่นดินเพียงผู้เดียวจึงได้ชื่อว่า"พระเจ้าแผ่นดิน"ส่วนผู้ที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการปกครองมี"แผ่นดิน"ที่พระเจ้าแผ่นดินมอบให้ครอบครองตามยศศักดิ์จึงเรียกว่า"ศักดินา"!!!!




ประชาชนผู้คนทั้งหลายที่ลงมือลงไม้ในการทำงานเรียกว่า"ไพร่"!!!!

"ไพร่" คือผู้ท่ีไม่ได้เป็น"ทาส" หรือเป็นเจ้าขุนมูลนาย มีชีวิตอิสระ มีบ้านเรือน มีครอบครัว มีศักดินา 10-25 ไร่ แต่ต้องสังกัดมูลนาย จะโยกย้ายสังกัดไม่ได้เพราะเป็นส่วนหนึง ของการปกครอง

"ไพร่"ที่ขึ้นสังกัดหรือสักเลกแล้ว จะปรากฏเครื่องหมายสังกัดที่ข้อมือ หากใครไม่ได้สังกัดมูลนายจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ไพร่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย "ส่วย" และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม

"ไพร่หลวง"คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงานหรือที่เรียกว่า "ไพร่ส่วย" การส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงาน เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"

"ไพร่สม" เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา

นี่คือท่ีมาของคำว่า"ไพร่"!!!!

"ธนาธร"และเหล่าสหายนักวิชาการจะ"อิน"

กับ"ความเป็นไพร่"ที่ได้ถูกสร้างวาทะกรรมขึ้นมาอีกครั้งจาก"ระบอบทักษิณ"

จะ"อิน"กับ"ความเท่าเทียมกันของคน"ตามปรัชญาและทฤษฎีของ"คาร์ล มากซ์"ต้นตำรับของคอมมิวนิสต์ทั้งหลายที่ได้สรุปเอาไว้ใน "คำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์"ว่า....

"ประวัติศาตของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ล้วนแต่เป็นประวัติศาตแห่งการต่อสู้ทางชนชั้น"!!!

เขียนเรื่องนี้ต้องเขียนยาว"สนธิญาณ"ไพร่ตัวจริงที่วันนี้"รับใช้เจ้า"ส่วน"เจ้า"จะใช้หรือไม่ใช้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะการพลิกผันจากฝ่ายที่เคยคิด"โค่นล้มเจ้า"นั้น การเปลี่ยนผันความคิดเพราะมาจาก"ความร่ำรวย"ท่ีมีเงินทองมากขึ้นหรือ"ธรรมะ"ก็ต้องสาธยายกันต่อไป!!!!

ส่วน"ธนาธร"ไพร่หมื่นล้าน ที่มีอุดมการแห่งความเท่าเทียมนั้น เป็นเพราะมิติความลุ่มลึกทางทฤษฎีและความคิดหรือเป็น"อัตตา" ที่แค่ได้สัมผัสทฤษฎีก็เชื่อว่าโลกทั้งโลกอยู่ในมือแต่ไม่เคยรู้และเข้าใจว่าการต่อสู้ทางชนชั้นที่แท้จริงนั้นคืออะไร!!!!

แต่ก็ขอสดุดี"ความกล้าหาญ"ของการประกาศตัว!!!!!

 



เมื่อ"ไพร่รับใช้เจ้า"บอกกล่าว"ไพร่หมื่นล้าน "ว่าจะไร้ราคาเมื่อเป็น"ซ้ายปัญญาอ่อน"(ตอนที่2)
"ไม่ต้องหมอบกราบพระเจ้าองค์ไหน หรือบริจาคเงินให้ผู้วิเศษองค์ใด อนาคตของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ความก้าวหน้าด้านวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี" ธนาธรกล่าวไว้
ความคิดพื้นฐานอย่างนี้ถือว่าเป็นความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่หลักคิดนี้ก็ไปพ้องกับนักคิดที่มีหลักคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์คนหนึ่งนั่นก็คือ "คาร์ล มาร์กซ์"ผู้เป็นบิดาแห่งคอมมิวนิสต์และโดยมีปรัชญา"วัตถุนิยมวิภาษวิธี"เป็นหลักคิดและมีทฤษฎี"วัตถุนิยมประวัติศาสตร์"ชี้นำการเปลี่ยนแปลง!!!!
ดังนั้นเมื่อ"ธนาธร"เดินหน้าเข้าสู่การเมืองโดยได้นำเสนอหลักคิดของตัวเองออกมามากมายไปในทางที่"ขบถ"ต่อระบบดั้งเดิมของสังคม จึงจะต้องตั้งคำถามว่า"เข้าใจ"หรือไม่ว่า????
สังคมดั้งเดิมเกิดขึ้นจากรากฐานอะไรและวิวัฒนาการมาเป็นอย่างไรจึงเป็นอยู่ในปัจจุบันและหากจะเปลี่ยนแปลงไปอนาคตก็ต้องพิจารณาว่า จะใช้หลักคิดใด เป็นหลักฐานในการเปลี่ยนแปลง???
เพราะสถานะปัจจุบันของ"ธนาธร"นั้นมีความขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว!!!
วิวัฒนาการของสังคมเกิดขึ้นจากสังคมบุพกาลที่ทุกคนอยู่กันอย่าง"เท่าเทียม"อาศัยปัจจัยตามธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิตอยู่
ต่อมาเมื่อมีการค้นพบเทคโนโลยีพื้นฐานเช่นไฟเครื่องไม้เครื่องมือในการล่าสัตว์และทำการเกษตร จึงทำให้เกิด"โครงสร้างทางเศรษฐกิจ"ที่มีพื้นฐานทางการเกษตรขึ้น"มูลค่าส่วนเกิน"ตึงเกิดขึ้น เริ่มมีการสะสมแย่งชิง สังคมเริ่มแบ่งแยกกันออกเป็นกลุ่มๆ เกิดระบบการปกครองขึ้นเรียกว่า"ระบอบศักดินา"ผู้นำเรียกว่า"พระเจ้าแผ่นดิน"เพราะเป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งหมดที่ใช้ในการทำการเกษตร(นา) และมีขุนนางผู้ร่วมปกครองที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นนาตามยศศักดิ์และตำแหน่งสูงต่ำลดหลั่นกันไป!!!!




ที่สำคัญมีประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้ลงมือทำการผลิตให้กับ"พระเจ้าแผ่นดิน"และ"ขุนนาง" ประชาชนธรรมดาเหล่านี้เรียกว่า"ไพร่"!!!
ต่อมาได้มีการค้นพบเทคโนโลยี่ ที่สูงขึ้นเพื่อใช้ทุ่นแรงของมนุษย์ กลุ่มคนที่ครอบครองเทคโนโลยีดังกล่าวได้ใช้เทคโนโลยีนั้นแสวงหา"มูลค่าส่วนเกิน"โดยมีเงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน และเมื่อสะสมเงินมากขึ้นเขาก็กลายเป็นผู้มีอำนาจเรียกกันว่า"นายทุน"ส่วนประชาชนคนธรรมดาที่เคยเป็น"ไพร่"ก็แปลเปลี่ยนมาเป็น"ผู้ใช้แรงงาน"หรือ"กรรมกร"!!!
"นายทุน"สะสมเงินมากขึ้น อำนาจก็ตามมาเกิดความคิดว่าไม่อยากอยู่ภาย"ใต้การปกครอง"ของ"พระเจ้าแผ่นดิน"และขุนนางจึงสร้างสรรค์ระบบการปกครองใหม่ขึ้นเรียกว่า"ประชาธิปไตย"โดยมีข้ออ้างว่า"คนทุกคนเท่าเทียมกัน"จึงควรเลือกตั้งผู้นำของตัวเองขึ้นมาเอง ไม่ใช่มาจากการสืบทอดอำนาจ!!!!
การปฏิวัติโค้นล้มสังคมจึงเกิดขึ้นเป็นรถลอกแรก!!!!
"คาร์ล มาร์กซ์" เห็นว่าระบอบ"ประชาธิปไตย"ก็เป็นแค่ระบบหนึ่งที่"นายทุน"ได้สร้างขึ้นเพื่อกอบโกยมูลค่าส่วนเกินที่ประชาชนผลิตขึ้นมาเท่านั้น จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการปกครองใหม่ที่"กระจายมูลค่าส่วนเกิน"อย่างเป็นธรรม!! ให้กับประชาชนซึ่งเป็นผู้ผลิต
ระบอบคอมมิวนิสต์จึงเกิดขึ้น จากนั้นสังคมของมนุษย์ชาติในโลกนี้จึงปกครองผสมผสานกันไปทั้งสามระบอบคือ"ศักดินา " "ประชาธิปไตย"และ"คอมมิวนิสต์"!!!!
มีคำถามมากมายว่าระบอบไหน ดีกว่ากัน "ประชาธิปไตย"ก็เห็นหายนะและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แตกต่างกันอย่างมากมายใน"สหรัฐอเมริกา"และ"ยุโรป"
"ศักดินา "ก็ยังคงอยู่ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง!!!
"คอมมิวนิสต์"หลายประเทศล่มสลายลงไปหลายที่เหลืออยู่เช่นจีน เวียดนาม ลาวฯ ประชาชนก็มีชีวิตที่ดีขึ้นแต่สิ่งที่"คอมมิวนิสต์"ได้ทำก็คือปรับเปลี่ยนหลักคิดของ"คาร์ล มาร์กซ์" มาผสมผสานกับหลักของ"ศาสนา" เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุขที่แท้จริงว่านอกเหนือจากการได้แบ่งปันมูลค่าส่วนเกินที่เหมาะสมแล้วยังจะต้องมีภาวะทางจิตใจที่สุขสงบอันเป็นความสุขที่แท้จริงด้วย
ไม่เพียงเท่านั้นในระบอบเศรษฐกิจก็เอาหลักของทุนนิยมมาผสมเข้าไปด้วยกัน
สิ่งที่กำลังจะบอกกับ"ธนาธร"ก็คือทุกเรื่องในโลกนี้มีมิติที่ซับซ้อนและผสมผสานกันอยู่ไม่ใช่มีเพียงแค่ดำกับขาวหรือเพียงสองด้านที่"ธนาธร"เห็นเท่านั้น
และที่สำคัญคือความคิด"ขบถ"ของ"ธนาธรที่"เป็นอยู่นั้นเป็นแค่เปลือก!!!!
เพราะพื้นฐานความรู้สึกที่แท้จริงของ"ธนาธร"ยังเป็น"ชนชั้นนายทุน" คิดแบบ"นายทุน"




ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อในปี 2549 พนักงานบริษัทไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด ออโต้พาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 260 คน ถูกเลิกจ้างงานเพราะได้ไปสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานฟอร์ดและมาสด้าประเทศไทย ต่อมาในปี 2557 บริษัทซัมมิทมีการกดดันให้พนักงานทำงานล่วงเวลา แทนที่จะจ่ายค่าจ้างในระดับเพียงพอและรับสมัครคนงานเพิ่ม และบริษัทก็ลงโทษพนักงานที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา นอกจากนี้ทางบริษัทได้ออกคำสั่งให้กรรมการสหภาพ 4 ท่าน คือ ประธาน รองประธาน กรรมการพื้นที่แหลมฉบัง และกรรมการพื้นที่ระยอง หยุดปฏิบัติงาน เพื่อหวังปลดออก!!!!
แค่นี้ชัดเจนไหม????
อยากเปลี่ยนสังคมให้เท่าเทียมไม่ต้องไปไกล ถึงสังคมไทยหรอก แค่เปลี่ยนบริษัทตัวเองก่อนอย่าเก็บมูลค่าส่วนเกิน เอาไว้แค่ตระกูลตัวเอง จงจัดสรรปันส่วนหุ้นในบริษัทให้กับพนักงาน ถ้าทำเป็นระบบศากรหรืออะไรก็ตามแต่ที่นำไปสู่เนื้อหาแห่ง"ความเท่าเทียมกัน"กัน
เพราะ"ความเท่าเทียมที่แท้จริง"นั้นไม่ได้อยู่ที่ระบบปกครองได้อยู่ที่ระบบเศรษฐกิจระบบการปกครองเป็นเพียงยอดบนของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น
ไม่มีอะไรโกรธเคืองเป็นการส่วนตัวแต่มีบทเรียนที่เคยคิดอย่างนี้มาก่อนแล้วเห็นว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา เลยไม่อยากให้คนจำนวนหนึ่งหลงใหลไปกับของปลอม!!!!
ตอนหน้ามาว่ากันต่อว่าเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วต้องคิดให้ลึกซึ้งเพราะชีวิตมีมิติที่ล้ำลึกเกินกว่าที่เราเห็น!!!!


เมื่อ"ไพร่รับใช้เจ้า"บอกกล่าว"ไพร่หมื่นล้าน "ว่าจะไร้ราคาเมื่อเป็น"ซ้ายปัญญาอ่อน"(ตอน 3)

      "ธนาธรระวังจุดจบเหมือนทักษิณ"

    เคยคิดปฏิวัติพลิกแผ่นดินนี้มาก่อน"ธนาธร"จะเกิดเสียด้วยซ้ำ สถานะทางชนชั้นเป็น"ไพร่" โดยกำเนิด แต่ทำไมเลิก?จะขยายให้ได้รู้

     เมื่อศึกษาและคิดเดินหน้าปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ก็เริ่มต้นที่ทฤษฎีว่าด้วย"ความเท่าเทียม" ก็ต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจเรื่องของชนชั้น ว่าที่ได้มีขึ้นนั้นเกิดจาก"โครงสร้างทางเศรษฐกิจ" และปัจจัยการผลิตเป็นตัวกำหนด !!!

     แต่เมื่อหันไปมองข้อเท็จจริงในปัจุบันนี้"ไพร่"จะไปปฏิวัติ"เจ้าที่ดิน"ที่ไหน???  เพราะในประเทศไทยนั้นที่ดินถูกกระจายไปยังประชาชนคนธรรมดาหมดแล้ว คนที่ถือครองที่ดินและมูลค่าส่วนเกินอื่นๆล้วนเป็น"ชนชั้นนายทุน"เช่นเดียวกับตระกูลของ"ธนาธร"ทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นถ้า"ธนาธร"คิดถึงจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมก็ต้องโค่นล้ม"ชนชั้นนายทุน"และ"ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ"ของ"ธนาธร"เสียก่อนเป็นลำดับแรกแล้วก็ยึดบริษัทมาให้"กรรมกร"หรือ"พนักงาน"เป็นเจ้าของตามทฤษฎีของความเท่าเทียม!!!

 

    "ธนาธร"ทำตัวมีปัญหากับ"สถาบันพระมหากษัตริย์" ทั้งๆท่ี"ต้นตระกูล"ของธนาธร"หนีตาย" มาจากจีนผืนแผ่นดินใหญ่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของ"พระมหากษัตริย์ไทย"แล้วก็ใช้แผ่นดินนี้แสวงหาความร่ำรวยจนลูกหลานอย่างธนาธรอยู่กันอย่างสุขสบาย แต่ยังสามารถคิดเนรคุณได้!!!!ลองไตร่ตรองดูว่าเป็นความจริงหรือไม่??

   "พระพุทธศาสนา"มีหลักสอนที่สำคัญว่า"ใครทำอะไรก็จะได้รับผล"อันนั้น ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความวิเศษใดๆในโลกนี้ที่จะบันดาลชีวิตใครได้ ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้นตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย!!

   หลักของ"พระพุทธศาสนา"กับหลักปรัชญา"วัตถุนิยมวิภาษวิธี"นั่น เหมือนกันแทบทุกอย่างต่างกันตรงสาระสำคัญที่หลักพระพุทธศาสนาเน้นให้แก้ปัญหาที่"จิตหรือความคิด"ของคนเพราะเป็นต้นตอแห่งปัญหาทั้งปวง แต่หลักของปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีเน้นให้ไปแต่ที่"วัตถุ"!!

    หลักของพระพุทธศาสนาเป็น"สัจจะ" เป็นความจริงแท้ที่ทุกคนรับรู้และพิสูจน์ได้ด้วยจิตใจของตัวเอง และแม้แต่นักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยังคงอุดมการคอมมิวนิสต์อย่างเหนียวแน่นอย่าง"พรรคคอมมิวนิสต์จีน" ท่ีเปลี่ยนแปลงสังคมสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดก็ต้องเอา เรื่องจิตและความคิดของคนมาเป็นตัวกำหนดร่วมในการปกครองและการจัดการระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน อีกทั้งยังกลับมาส่งเสริมให้คนสนใจศาสนา ทั้งท่ีเป็นการขัดกับอุดมการของคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะพิสูจน์แล้วว่าสัจจะความจริงของการเป็นมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร!!

 

 

    ข้อเท็จจริงเหล่านี้"ธนาธร"ไม่รู้ไม่เคยศึกษาหรือมองข้าม หรือรู้แล้วยังดันทุรังเพราะยึดมั่นในอัตตาของตัวเองว่าตัวข้าแน่!!!!

    หาก"ธนาธร"คิดทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจท่ีจะทำเพื่อคนอื่นจริง ก็ลองเปิดใจศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วจะรู้ว่าทำไม"ฝ่ายซ้าย"ในอดีตที่คิดจะเปลี่ยนแปลงโค่นล้มสังคมถึงเปลี่ยนไปเมื่อได้สัมผัสกับคำสอนอันเป็นสัจจะแท้จริงของพระพุทธศาสนาท่ีว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง  ทุกขัง อนันตา หรือ แปลเป็นภาษาง่ายๆว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลงตั้งอยู่ในลักษณะเดิมไม่ได้และสุดท้ายก็จะสลายไป!!

    หาไม่แล้วก็อยากจะเตือนว่า"จุดจบสุดท้าย" ของการเป็น"ซ้ายปัญญาอ่อน"ของ"ธนาธร"ก็จะมีจุดจบที่ไม่ต่างกับ"ทักษิณ ชินวัตร"และคนอื่นๆที่ก้าวล่วง"สถาบันพระมหากษัตริย์" ไม่มีใครไปทำอะไรหรอก แต่กรรมจะจัดสรรให้ได้รับผลเห็นๆในชาตินี้แน่นอน

 

    สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม