คดีพลิก!โฆษกกรมสรรพสามิต แจง หลังดราม่า จับยายขายข้าวแช่!

คดีพลิก!โฆษกกรมสรรพสามิต แจง หลังดราม่า จับยายขายข้าวแช่!

Publish 2018-08-16 14:34:20


จากกรณีได้รับการร้องเรียนจากนางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ว่าได้รับความเดือดร้อนและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตบุรีรัมย์ เข้าจับกุมบริเวณตลาดนัดคลองถมสี่แยกกระสัง อ.เมืองบุรีรัมย์ ในข้อหาจำหน่ายเหล้าสาโท โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเรียกค่าปรับสูงถึง5หมื่นบาท โดยมีการต่อรองค่าปรับลดลงเหลือ3 หมื่นบาทและลดลงเหลือแค่ 1 หมื่นบาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัว จากการสอบถามนางเสน่ห์ เล่าว่าตนเองเป็นคนชรา อยากจะหาอาชีพเสริม เห็นตลาดนัดมาเปิดใกล้บ้าน ประกอบกับตัวเองทำงานหนักไม่ได้เพราะขาหัก 6 ท่อนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ จึงทำข้าวหมากห่อใบตอง (อาหารภูมิปัญญาพื้นบ้าน)ขายวันละประมาณ 20-30 ห่อ ห่อล่ะ 5 บาท ได้กำไรวันละ 50-100 บาทต่อนัด

 

และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมาได้มีเจ้าหน้าที่สรรพสามิตซึ่งมีผู้หญิง 2 คนและผู้ชาย 1 คนเข้ามาจับกุมในข้อหาจำหน่ายสุราสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต ตนเองตกใจ พยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงเหตุผลแต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่รับฟังพร้อมข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีมีโทษถึงติดคุก พร้อมเรียกค่าปรับเป็นเงิน 50,000 บาท ตนเองถึงกับเข่าทรุด เพราะไม่มีเงินที่จะมาเสียค่าปรับและกลัวจะติดคุก นางเสน่ห์ เล่าด้วยว่า ตนเองแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าไม่รู้ว่าการขายข้าวหมากจะผิดกฎหมาย พยายามอ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่มีการอะลุ่มอล่วยบ้าง ให้ดูที่เจตนาเนื่องจากตนเองก็เป็นคนหาเช้า กินค่ำ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยินยอม นำตัวไปควบคุมที่สำนักงานกรมสรรพสามิตที่บุรีรัมย์

 

 

ด้านนางบุญมณี ป่วงรัมย์ อายุ 42 ปี บุตรสาวนางเสน่ห์ วันเกิดเหตุได้มีเพื่อนบ้านโทรไปแจ้งว่าแม่ตนเองถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิต จับกุมพร้อมทั้งจะจับแม่เข้าคุกตนเองก็ตกใจ จึงรีบไปหาจนพบแจ้งว่าแม่ตนเองขายสาโทซึ่งผิดกฎหมายต้องเสียค่าปรับจำนวน 50,000 บาท ไม่เช่นนั้นจะจับเข้าคุก ตนเองตกใจบอกว่าไม่มีเงิน ต่อมาเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแจ้งว่าลดค่าปรับให้เหลือ3 หมื่นบาท พร้อมทั้งบอกว่าถ้าไปขึ้นศาลจะเสียเวลา ถ้าเสียค่าปรับตอนนี้เรื่องก็จบจึงขอร้องเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีเงินแต่ก็สงสารแม่ซึ่งนั่งร้องไห้ตลอดเวลา จนเจ้าหน้าที่สรรพสามิต บอกว่าลดค่าปรับให้เหลือ10,000 บาท ตนเองจึงรีบไปหยิบยืมพี่น้องมาให้แก่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่สรรพสามิตรับเงินไปและออกใบเสร็จให้ ก็มีใบหน้ายิ้มแย้มแล้วก็กล่าวอวยพรตนเอง ว่าขอให้ทำมา หากินขายของเจริญยิ่งๆขึ้นไป ขอให้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เหมือนจะตอกย้ำคนจน อย่างไรก็ตามภายหลังการนำเสนอข่าวทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ต่างๆนานา ถึงการจับกุมดังกล่าว

 



อย่างในเฟสบุ๊ก ธวัชชัย ไทยเขียว ที่ระบุว่า ผมไม่มีข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงไม่สามารถวิพากษ์ได้ แต่อยากให้ความรู้เป็นการทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวข้องครับข้าวหมักหรือข้าวหมาก เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีส่วนผสมสำคัญจาก “ลูกแป้งข้าวหมาก” พบมากที่สุด จากหลายๆ ที่ ทำกันอย่างเปิดเผย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ผิดกฎหมายแล้ว เพราะได้แยกลูกแป้งข้าวหมากออกจาก พรบ. สุราแล้ว และส่วนผสมก็มีไม่มาก“ลูกแป้งข้าวหมักหรือข้าวหมาก” จะมีเชื้อราสกุล Mucor sp., Amylomyces rouxii , Rhizopus oryae ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เชื้อราที่เป็นโทษ เชื้อราทำหน้าที่สร้างเอนไซม์อมิเลสออกมาย่อยแป้งในข้าวเหนียวให้เป็นน้ำตาลในช่วงหนึ่ง คือ ๒-๓ วัน หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของยีสต์ ในสกุล Sacchacomyces sp., saccharomycopsis fibuligera , hansenula anomala , Endomycopsis ที่หมักน้ำตาลในข้าวหมากกลายเป็นแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่มาก ลูกแป้งทำข้าวหมากจะให้ความหวานมากกว่าแอลกอฮอล์ไม่เหมือนกับลูกแป้งเหล้า จะให้ แอลกอฮอล์มากกว่าความหวานจำได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีมติ ๘:๖ ให้ถอดแป้งข้าวหมาก ออกจาก พ.ร.บ.สุราฯ ระบุละเมิดภูมิปัญญาชาวบ้าน และการประกอบอาชีพเนื่องจากคำว่าเชื้อสุรา ตามนิยามของความหมายใน มาตรา ๔ ของ พ.ร.บ.สุรา ระบุให้หมายความว่า แป้งเชื้อสุรา แป้งหมัก หรือเชื้อใดๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุ ของเหลวอื่นแล้ว สามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุราได้ก็ตาม แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า แป้งข้าวหมักมีลักษณะที่ไม่ใช่เชื้อสุราในตัวเอง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น อาหาร ยา

 

ดังนั้น การที่มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า ทำหรือขายเชื้อสุรา ที่มีความหมายรวมถึงแป้งข้าวหมัก จึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ รวมทั้งยังเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งรวมตัวกับเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติด้วย แต่เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรองรับมาตราดังกล่าว จึงไม่สามารถอ้างได้ว่า มาตรา ๒๔ ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๔๖ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๕/๒๕๔๗. (๒๔๔๗, ๔ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มท่ี ๙๒๑ ตอนที่ ๖๓ ก)หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว การผลิตและจำหน่ายแป้งข้าวหมักก็สามารถจำหน่ายนอกพื้นที่ท่ียื่นขออนุญาตไว้ได้ เรื่องที่เกรงว่าจะนำไปผลิตสุราเถื่อนนั้น ไม่ต้องห่วงเนื่องจากการผลิตสุรา เถื่อนไม่นิยมนำแป้งข้าวหมักมาใช้ในการผลิตเพราะดูแลยาก อีกทั้งตัวแป้งข้าวหมักจะต้องคอยควบคุม อุณหภูมิและไม่คุ้มต้นทุน และสุราท่ีได้จะมีแรงแอลกอฮอล์เพียง ๕ ดีกรี จึงมักนิยมใช้ส่าเหล้ามาผลิต มากกว่า ในส่วนของการผลิตอาหารและยารักษาโรคท่ีต้องใช้แป้งข้าวหมักเป็นส่วนผสมในการผลิตน้ัน ก็ สามารถใช้แป้งข้าวหมักได้อย่างเสรีโดย“แป้งข้าวหมัก”ไม่เป็น“เชื้อสุรา”ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.๒๔๙๓ แล้วครับ

 

นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า สุราที่น่าสนใจ...!!คำพิพากษาศาลฎีกาที่ใกล้เคียงกับกรณีนี้ไว้เป็นกรณีศึกษา คือคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙/๒๕๐๙ เจ้าพนักงานสรรพสามิตจับจำเลยพร้อมด้วยของกลางคือข้าวหมักผสมสีอินดิโก ๑ โอ่ง ปริมาณ ๗๐ ลิตร กรรมวิธีในการทำใช้ข้าวเหนียวกับลูกแป้งเชื้อสุราหมักทิ้งไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงเอาสีผสมที่จำเลยใช้ย้อมผ้าเป็นสีครามของกลางรายนี้มีสีผสมอยู่ สรรพสามิตอำเภอเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าไม่ทราบว่าข้าวหมักผสมสีอย่างรายของจำเลยจะมีคนเอามาดื่มกินหรือไม่ กรมวิทยาศาสตร์ชี้แจงผลการพิจารณาตัวอย่างที่กรมสรรพสามิตนำส่งและที่เจ้าหน้าท่ีกรมวิทยาศาสตร์ไปเก็บตัวอย่างมาพบว่ามีสีอินดิโก (indigo) ผสมอยู่ทุกตัวอย่างอาจใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุรา ถ้าผู้บริโภคไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมจะเป็นพิษอันตรายหรือไม่ เพียงใด ของกลางที่จับได้จากจำเลยเป็นข้าวหมักผสมสีอินดิโก เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตไม่แน่ใจว่าจะดื่มได้อย่างสุราธรรมดา ทั้งไม่ทราบว่าจะมีคนเอามาดื่มกินกันหรือไม่

 

ตามความเห็นของกรมวิทยาศาสตร์ปรากฎชัดอยู่ว่าข้าวหมักผสมสีอินดิโกใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุราเฉพาะผู้บริโภคท่ีไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมว่าจะเป็นพิษอันตรายเท่านั้นโดยเหตุน้ีของกลางในคดีน้ีจึงมิใช่สุราตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนการผลิตข้าวหมักหรือข้าวหมากขาย ซึ่งไม่ใช่เป็นผลิตแป้งข้าวหมากนั้น ยอมรับว่า ผมไม่มีความรู้ว่าชาวบ้านต้องไปขออนุญาตอย่างไรหรือไม่ แต่ถ้ามี...ขั้นตอนแรกควรสร้างความรู้ความเข้าใจ และตักเตือนก่อน แล้วให้ไปทำเสียให้ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วย ถ้าไม่ทำและยังฝืนกฎหมายทำต่อ จึงค่อยบังคับใช้กฎหมายกันต่อไปดีไหมครับ

 


 

ด้านนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ ให้ข้อมูลว่า ปกติข้าวหมาก มีแอลกอฮอล์อยู่แล้ว แต่จะมีความผิดก็ต่อเมื่อเข้าหมากนั้นมีแอลกอฮอล์เกินกว่า 0.5 ดีกรี เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต ส่วนสาโทการจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน แต่กรณีของนางเสน่ห์ แม้อัตราโทษตามกฎหมายเขียนไว้ว่าปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่ส่วนตัวมองว่าการที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บในอัตราสูงสุดนั้น เป็นจำนวนที่เยอะเกินไป เพราะผลผลิตที่ผลิตออกมามีเพียงแค่เล็กน้อย รายได้อาจจะไม่ถึงวันละ 200 ด้วยซ้ำ ควรจะปรับในจำนวนเงินที่คนทำผิดรับภาระได้เช่นหลักพันบาท ก็น่าจะเพียงพอแล้วเพราะไม่มีขั้นต่ำ เป็นห่วงว่าการที่เจ้าหน้าที่ปรับเงินสูงแบบนี้ อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ว่าเจ้าหน้าที่หวังเงินรางวัลค่าปรับหรือรางวัลนำจับที่ระบุไว้ว่า จะได้ 20%  แม้ว่าจะเป็นอำนาจการจับกุม ของเจ้าหน้าที่ และสามารถเปรียบเทียบปรับได้ถึง 5 หมื่นบาท แต่เจ้าหน้าที่สามารถปรับต่ำสุดก็ยังได้เพื่อเป็นการปรามหรือลงโทษเท่านั้น ที่สำคัญต้องดูเจตนาคนขายว่าขายเพื่อหากำไร ในเชิงค้าขายหรือขายแค่เลี้ยงดูชีวิต ส่วนตัวมองว่า หากโดนค่าปรับสักครั้งสองครั้ง ในหลักพันก็น่าจะเข็ดแล้ว

 

 



ล่าสุด นายณัฐกร อุเทนสุต โฆษกกรมสรรพสามิต ชี้แจงกรณี นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ วัย 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับกุมบริเวณตลาดนัดคลองถม สี่แยกกรพสัง  อ.เมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะขายข้าวหมากห่อใบตองในข้อหาจำหน่ายเหล้าสาโท ว่า การจับกุมดังกล่าวไม่ได้จับเพราะจำหน่ายข้าวหมาก แต่จับกุมเนื่องจากมีการจำหน่ายสุราแช่ หรือ สาโท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ก่อนที่จะทำการเข้าจับกุม และพบของกลางเป็นสุราแช่ บรรจุอยู่ในถุง ถุงละ 1 ลิตร จำนวน 11 ถุง เก็บไว้ใต้ถาดข้าวหมาก ส่วนกรณีการเรียกค่าปรับ 50,000 บาททก่อนจะมีการต่อรองเหลือ 10,000 บาท โฆษกกรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า เป็นการปรับตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต มาตรา 191 มีไว้เพื่อจำหน่าย จะเสียค่าปรับ 10,000-50,000 บาท

 

ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่อนุโรมลดค่าปรับเหลือจำนวนต่ำสุด คือ 10,000 บาท และขอยืนยันว่า ไม่ใช่การเรียกรับผลประโยชน์ตามที่หลายคนตั้งข้อสงสัย เป็นการจับกุม อย่างถูกต้อง และมีการออกใบเสร็จรับเงินโดยรัฐบาล ขอยืนยันว่า ข้าวหมากยังขายได้ตามปกติ ไม่ผิดกฏหมาย ซึ่งสุราจะต้องเป็นเครื่องดื่ม ส่วนข้าวหมากเป็นการเคี้ยว ไม่นับรวม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2560 และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการจับกุมกรณีการจำหน่ายข้าวหมาก

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย