เงิน 5 บาท!! ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเสียงเรียก ออกมาดูพบเป็นเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ยื่นเงินเหรียญให้ สอบถามถึงกับอึ้งน้ำตาคลอ ชื่นชมสนั่นโซเชียล!!

Publish 2017-11-07 20:11:08

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.60 ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ พีปุ้ย ชาตรี ทำงาม เด็กปืนใหญ่ ได้โพสต์เรื่องราวเด็กหญิง 7 ขวบ คนหนึ่งที่เก็บเงิน 5 บาท ได้บนถนนแล้วนำเงินนั้นไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ตามหาคืนเจ้าของ ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยแต่ก็แสดงถึงการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีจากทางครอบครัวว่าไม่ให้เอาของคนอื่น แม้ว่าของสิ่งนั้นเราจะเจอหรือเก็บได้ก็ตาม เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้ชาวเน็ตยิ้มได้กับความใสซื่อไร้เดียงสา โดยผู้โพสต์ระบุว่า...

วันที่ 7/11/2560 เวลา 17.10 น. ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านบ้านพูล หมู่ 3 ต.พญาแก้ว อ.เชียงกลาง จ.น่าน เรื่องมีอยู่ว่า ตอนเย็นวันนี้ขณะที่ผม (ผู้ใหญ่ปุ้ย) กำลังหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าวเย็น มีเสียงเรียกผู้ใหญ่จ้าวๆ เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงในหมู่บ้านคนหนึ่ง ผมจึงออกไปหา พบว่าเป็นน้องข้าวฟ่าง จึงถามว่ามีอะไรเหรอลูกถึงมาเรียกลุง เด็กหญิงข้าวฟ่าง ได้เล่าว่า หนูเก็บเงินได้ 5 บาท ตรงถนนหน้าป้ายบ้านพูลที่ตรงติดบ้านคันนา หนูไม่รู้ว่าเป็นเงินของใครจึงเอามาไห้ลุงผู้ใหญ่ประกาศหาเจ้าของค่ะ เด็กตัวแค่นี้อายุแค่ 7 ขวบแต่มีความคิดไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ช่างน่าชื่นชมจริงๆ ดีใจกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ลูกหลานมีความคิดดีๆ ตั้งแต่เล็ก โตขึ้นมาย่อมเป็นคนดีของสังคมประเทศชาติ 

ผมจึงบอกกับเด็กว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่จะหาเจ้าของดูนะว่าเป็นเงินของใคร ข้าวฟ่างหนูเป็นเด็กดีมากนะครับ นี่ลุงไห้รางวัล 10 บาท และองุ่น 1 พวง หนูกลับบ้านได้แล้วลูกเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วง เด็กหญิงข้าวฟ่างจึงขอบคุณและสวัสดีแล้วอมยิ้มปั่นจักรยานกลับบ้านไป เงินถึงจำนวนไม่มากแต่อยากไห้เห็นความดีของเด็ก... นี่แหละครับหมู่บ้านของผมบ้านนอกคอกนา แต่ว่าเรื่องราวดีๆ มีไห้เห็นตลอด



7 วิธีเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้ไม่ยาก
1. แสดงความรักต่อลูก
ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด  แต่จะมีประโยชน์อะไรหากพ่อแม่ไม่แสดงออกให้ลูกเห็น  การโอบกอด  ยิ้ม  พูดคุย  รับฟังลูก  ถือเป็นการแสดงความรักต่อลูกเช่นกัน  ทำไม่ยากเลย  ลูกจะสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และความรักจากคุณพ่อคุณแม่  และความรักจะช่วยเติมเต็มให้กับลูก เด็กที่มีความรักความอบอุ่น  จากพ่อแม่มักจะมีพัฒนาการที่ดี และมีทัศนคติที่ดีทั้งต่อตนเองและคนอื่น ๆ อย่าอายที่จะกอดลูก หอมลูก  เพราะหากลูกโตแล้ว คุณอาจจะไม่ได้กอด หรือหอมเขาแบบนี้แล้ว  มาแสดงความรักให้ลูกได้รู้กันตั้งแต่วันนี้กันนะคะ

2. มีวินัยและรับผิดชอบ
ปัจจุบันพ่อแม่มักพูดว่า เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้เมื่อเริ่มทำอะไรแล้ว ก็ไม่ค่อยยอมทำให้เสร็จ  เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อแม่จึงต้องรีบแก้ปัญหาโดยด่วน  ด้วยการแสดงให้ลูกเรียนรู้ว่า การเริ่มต้นทำนั้น ย่อมหมายถึงต้องสานต่อให้เสร็จ เช่น โครงงานศิลปะ ฝึกเล่นกีฬา เป็นต้น  ถ้าลูกเรียนรู้ว่า การทำอะไรต้องไม่ล้มเลิกกลางคัน เมื่อโตขึ้นแล้วต้องเจองานที่ยากขึ้น ก็จะพยายามทำต่อได้จนสำเร็จ  ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจลูก  และคำพูดโน้มน้าวให้ลูกเห็นข้อดีของการทำจนสำเร็จ เพื่อเป็นแรงเสริมกระตุ้นให้ลูกมีวินัยและความรับผิดชอบต่อไป

3. ชีวิตสมดุล : งานและครอบครัว
“เวลาและวารีไม่เคยรอใคร” คำพูดนี้อาจจะดูล้าสมัยก็จริงแต่มันตั้งอยู่บนหลักของความเป็นจริง  เมื่อพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา มักเลี้ยงลูกด้วยการซื้อของเล่นให้ โตขึ้นก็กลายเป็นเด็กชอบขอ อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่ ไม่เคยจะคิดพึ่งตัวเอง จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลอารมณ์ตัวเอง เพราะเด็กไม่เข้าใจตัวเอง   ดังนั้น  เวลาเป็นสิ่งสำคัญ  การทำงานเพียงอย่างเดียวทำให้ชีวิตไม่มีความหมาย ทำให้ลูกรู้สึกว่าทุกนาทีผ่านไปอย่างไร้ความอบอุ่น  กลับมาบ้านเจอแต่พี่เลี้ยง ปู่ ย่า ตา ยาย เท่านั้น  แน่นอนว่า  ทุกคนต้องทำงาน แต่อย่าลืมว่า ลูกก็ต้องการเวลาจากพ่อแม่เช่นกัน ต้องการความรัก  ความเอาใจใส่  ต้องการที่ปรึกษา  ต้องการสัมผัสอันอบอุ่น  สิ่งนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนลูกในเรื่องชีวิตที่เป็นสุขต้องมีความสมดุล  และพ่อแม่ก็ต้องปฏิบัติตามที่สอนลูกด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของลูกเลย!!!

4. สอนลูกให้รู้จักวิธีตัดสินใจ
คุณพ่อคุณแม่ต้อง สอนลูกให้รู้จักตัดสินใจ  โดยเฉพาะเวลาที่ลูกต้องเลือกทำอะไรแสดงให้ลูกเห็นว่า  เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกทำอะไร ไม่ใช่เลือกเพราะสิ่งนั้นทำได้ง่าย แต่ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเจอสถานการณ์ที่ต้องเลือกทำ ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันให้ลูกได้ยิน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ขั้นตอนในการให้ได้มาถึงข้อสรุปในการตัดสินใจทำสิ่ง ต่างๆ  เช่น  “คืนนี้พ่ออยากพักผ่อนอยู่บ้านจังเลย เพราะพ่อเหนื่อยมาก แต่พ่อก็ต้องไปงานเลี้ยงของที่ทำงาน เพราะรับปากเขาไว้แล้ว และพ่อก็ต้องรักษาคำพูด ดังนั้นพ่อต้องเตรียมตัวไปแล้วหล่ะ” คำพูดเช่นนี้ทำให้ลูกรู้สึกว่า  ความรับผิดชอบและการรักษาสัญญาเป็นสิ่งที่ควรกระทำ สามารถสอนลูกให้เป็นคนรักษาสัญญาได้อีกด้วย


5. สอนลูกให้พึ่งพาตนเองได้ตามวัย
คุณพ่อคุณแม่ ควรปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย เลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหา ถ้ามีปัญหาพ่อแม่ก็ช่วย พอพ่อแม่แก่เฒ่าลูกก็มาดูแล แต่คนชราฝรั่งจะไม่ชอบอยู่กับลูกเพราะชอบอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ไป   ส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมาก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเครียด เพราะอยู่ในระเบียบ แต่ด้านหนึ่งก็ดี เพราะการสอนให้เด็กมีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ตั้งแต่ยังเด็ก  เมื่อโตขึ้นลูกจะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปกลายเป็นคนที่มีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อไป

6. สอนเรื่องความกตัญญู
เรื่องของความกตัญญูคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกได้โดยไม่ต้องมาบอกลูกว่า  ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่นะ เพียงแต่สอนด้วยการ กระทำ  ได้แก่  การส่งเสริมให้ลูกได้ปฏิบัติและทำกิจกรรมที่เป็นการปลูกฝังให้เกิดความกตัญญู เช่น สอนให้ลูกช่วยยกน้ำดื่มมาให้พ่อแม่ เมื่อกลับมาจากทำงาน การช่วยถือของเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อต้องไปซื้อของ หรือการที่ลูกช่วยงานบ้านง่าย ๆ พ่อแม่ควรชื่นชม และเน้นถึงความสำคัญของพฤติกรรมว่าลูกได้แสดงออกถึงความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว

ข้อคิด : พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความกตัญญู
พ่อแม่ต้องแสดงพฤติกรรมความกตัญญูให้ลูกเห็น เช่น การซื้อของหรือการทำอาหารให้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือญาติผู้ใหญ่ที่มีพระคุณ ให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการมอบสิ่งของ หรืออธิบายสาเหตุที่ต้องแสดงความกตัญญูต่อท่านเหล่านั้นว่า ท่านมีบุญคุณอย่างไรต่อเรา ถ้าไม่ท่านเหล่านั้น เราจะเป็นอย่างไร และให้ลูกวิเคราะห์ผลของการทำกิจกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือความรู้สึกอิ่มเอมทางจิตใจ เมื่อได้แสดงความกตัญญูต่อผู้อื่น

7. สร้างและส่งเสริมแรงบันดาลใจให้ลูก
ต้องส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยการเปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำกิจกรรมด้วยตนเอง  เช่น การใช้เหตุผล การคำนวณ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เล่นกีฬา ดนตรี ทำอาหาร เป็นต้น จากนั้นพ่อแม่ก็สังเกตว่าเขาชอบอะไร แล้วจึงส่งเสริมให้เขาทำสิ่งนั้นอย่างจริงจัง  รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับลูกเมื่อเขาได้ใช้ศักยภาพของตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยพ่อแม่จะต้องชี้แนะแนวทางและเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น สั่งสอนลูกให้รู้จักมีเมตตาต่อผู้อื่น หาเวลาพาลูกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อให้เห็นโลกภายนอกที่ทุกข์ยากลำบากกว่าตัวเขาเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีเมตตาและการรู้จักการแบ่งปัน


ขอบคุณภาพ : พีปุ้ย ชาตรี ทำงาม เด็กปืนใหญ่   theasianparent.com



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุกันยา บุญซ้วน