เก็บภาษีน้ำ ใครได้ใครเสีย ภาระตกอยู่กับเกษตรกร และ เสียงของเกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมีความหมายเพียงใด?

เก็บภาษีน้ำ ใครได้ใครเสีย ภาระตกอยู่กับเกษตรกร และ เสียงของเกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมีความหมายเพียงใด?

Publish 2017-10-01 11:28:29



จากกรณีรัฐบาลเตรียมออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ฉบับใหม่ ซึ่งในเนื้อหาของกฎหมายจะมีการเก็บภาษีจากผู้ที่นำน้ำสาธารณะไปประกอบธุรกิจ

หลังจากรัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรนํ้า ฉบับใหม่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณา ซึ่งขณะนี้อยู่ในวาระ 2 ของการพิจารณากฎหมาย หากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย หนึ่งในนั้นมีหลักการที่ระบุว่าใครใช้น้ำสาธารณะต้องรับภาระค่าใช้จ่าย

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ จะทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงน้ำสาธารณะ ที่หมายถึง แม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ทั้งที่รัฐจัดสร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างเท่าเทียมกัน



นอกจากจะมีการนำน้ำสาธารณะไปทำเกษตรเพื่อยังชีพ ยังมีเกษตรเชิงพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรม การประปา รีสอร์ต ต่างสูบน้ำไปใช้ในกิจการ ร่างกฎหมายจึงมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและเหมาะสม และอุดช่องโหว่จากส่วนที่กฎหมายชลประทานและน้ำบาดาลครอบคลุมไม่ถึง

จึงมีการแบ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเสียค่าใช้น้ำ

กลุ่มที่ 2 การใช้น้ำเพื่อประกอบธุรกิจการเกษตร เลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ เสียค่าน้ำอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาหรือกิจการอื่น เก็บค่าน้ำในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 1-3 บาท

กลุ่มที่ 3 สำหรับกิจการขนาดใหญ่ ได้แก่ สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายน้ำดิบเชิงพาณิชย์ จะเก็บค่าน้ำอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3 บาท

โดยมีคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำ 25 ลุ่มน้ำ กำหนดการจัดสรรน้ำโควตาแต่ละกลุ่มประเภทผู้ใช้น้ำ และอัตราจัดเก็บภายใน ลุ่มน้ำของตนเอง ภายใต้เพดานค่าจัดเก็บตามที่กำหนด

โดยล่าสุดนั้น ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ขณะนี้ อยู่ในการพิจารณาวาระ 2 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จะทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงน้ำสาธารณะ และได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำที่เป็นธรรม และแบ่งผู้ใช้น้ำเป็น 3 กลุ่ม

คือ 1.ผู้ใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ หรือ ประชาชน ไม่เสียค่าใช้น้ำ

2.การใช้น้ำเพื่อธุรกิจเกษตร การพาณิชย์ เสียค่าน้ำอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้า ประปา อัตราลูกบาศก์เมตรละ 1-3 บาท

3.กิจการขนาดใหญ่ เช่น สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายน้ำดิบเชิงพาณิชย์ ลูกบาศก์เมตรละ 3 บาท

 

นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำประปา กล่าวว่า หากกฎหมายน้ำใหม่ประกาศใช้ บริษัทยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ และบริษัทอีสท์ วอเตอร์ ที่เป็นบริษัทแม่ ผู้ผลิตน้ำดิบ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอีสท์ วอเตอร์ ใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำในระยอง เช่น อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย โดยจ่ายค่าน้ำดิบให้กรมชลประทาน ลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และถ้าใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง ที่ไม่ได้ประกาศเป็นทางน้ำกรมชลประทาน ก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย

แต่ถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้ ต่อไปต้องจ่ายค่าน้ำลูกบาศก์เมตร ละ 3 บาท หรือสูงขึ้น 6 เท่า

นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะส่วนใหญ่ใช้น้ำประปา หรือ น้ำบาดาล เพราะการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ ต้องลงทุนระบบปรับคุณภาพน้ำที่มีต้นทุนสูง



 

ล่าสุดวันที่ 1 ตุลาคม 2560 แฟนเพจ เฟซบุ๊ค “BIOTHAI” ได้นำเสนอข้อมูล และทำการวิเคราะห์ เรื่องดังกล่าวเอาไว้ดังนี้...

กฎหมายเก็บค่าน้ำจากภาคเกษตรซึ่งมาจากการผลักดันของธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย กลุ่มล๊อบบี้นโยบายการเกษตรในประเทศอุตสาหกรรมที่พบว่าราคาสินค้าเกษตรของตนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศกำลังพัฒนา/เศรษฐกิจเกิดใหม่ได้รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง กำลังเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด

การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่อยู่บนพื้นฐานของการทำให้ทรัพยากรน้ำกลายเป็นสินค้า และผลักภาระทั้งหมดของผู้ที่เกี่ยวข้องและได้ประโยชน์จากระบบเกษตรและอาหารไปยังเกษตรกรรายย่อย

สำหรับชาวนาที่ต้องอาศัยน้ำชลประทานในการทำนา การเก็บค่าน้ำเหมือนถูกหักหลัง เนื่องจากรัฐเองเป็นคนผลักดันให้พวกเขาเปลี่ยนจากการทำนารอบเดียวโดยอาศัยน้ำฝนมาเป็นการทำนาหลายครั้ง จากการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว สร้างระบบชลประทานเพื่อส่งเสริมการผลิตตามแนวทางการปฏิวัติเขียว แต่แล้วในที่สุดรัฐกลับหักหลังพวกเขาโดยเก็บค่าน้ำเพื่อทำนา นอกเหนือจากที่ต้องเพิ่มต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีเพิ่มมากขึ้นๆเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ต้องการ ในขณะเดียวกันชุมชนชาวนาไม่สามารถกลับไปสู่วิถีการเกษตรแบบเดิมได้อีก เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานและการทำลายระบบนิเวศเกษตรเดิมโดยรัฐเอง

ผู้เกี่ยวข้องอ้างว่าร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น แต่ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นอยู่ ร่างกฎหมายแย่ๆสามารถโผล่พรวด 3 วาระรวดและออกมาบังคับใช้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัวหลายต่อหลายฉบับ

เสียงของเกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบจะมีความหมายเพียงใด ?

 

 






ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล

ติดตามข่าวอื่นๆ