เผย บิ๊กกองทัพ ผ่านบทเรียนรบแทนอเมริกา ใครได้-เสีย ? มั่นใจพาชาติรอด ปม“ทรัมป์” ทะเลาะ “คิม จอง อึน”

Publish 2017-05-03 11:43:43

สถานการณ์ร้อนๆ เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ โทรสายตรงคุย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ จดๆจ่อๆจะก่อสงครามโลก 

การโหมกระแสตีข่าวของสหรัฐฯ มีนัยยะหวังผลทางใดทางหนึ่งแน่นอนกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน แต่ในทางลึกประเทศไทยจะวางตัวกำหนดท่าทีอย่างไร ทำอย่างไร ไม่มีทางปรากฏเป็นข่าวแน่นอน

แต่สิ่งที่ยืนยันได้อย่างหนึ่งก็คือว่า นายทหารไทยที่กุมอำนาจกองทัพปัจจุบัน ล้วนผ่านสมรภูมิ “รบแทน” สหรัฐอเมริกามาแล้วในอดีต 

เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บัญชาการทหารบก  “บิ๊กเจี๊ยบ” - พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท  นายทหารสาย “รบพิเศษ” และเป็นรบพิเศษน้องรักของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ องคมนตรีลูกป๋า  -“พี่ใหญ่แห่งรบพิเศษ” ซึ่งก็น่าจะสามารถนับรวม “บิ๊กเจี๊ยบ” เป็น “รบพิเศษลูกป๋า” ได้อีกเช่นกัน



อดีตให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง !!

ย้อนไปหลังเวียดนามภายใต้การสนับสนุนของโซเวียต เปิด “ยุทธการบัวบาน” ยึดกัมพูชา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2521 และส่งกำลังเข้ายึดครองประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2522 จัดตั้งระบอบเฮง สัมริน และคงกำลังทหารไว้ในกัมพูชานับแสนนาย ทำให้ประชาชนหลายแสนคนหนีภัยสงคราม ตั้งค่ายผู้อพยพกระจายตามแนวชายแดนตามกลุ่มที่ตัวเองจงรักภักดีคือ กลุ่มเขมรแดงของพลพต (Democratic Kampuchea) มีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณพนมกระวันและบริเวณตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง  กลุ่มเจ้าสีหนุ (Front d’union national pour un Camdoage independent,neuter,pacifique et cooperative – FUNCIPEC) และกลุ่มนายซอนซาน (Khmer People’s National Liberation Front) ซึ่งสองกลุ่มหลังมีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันตกของกัมพูชา ซึ่งติดชายแดนไทยเช่นเดียวกัน 

เจ้าสีหนุบอกว่า “...เครื่องตัดสินสุดท้ายในอนาคตของกัมพูชาอยู่ในสนามรบ...” 

ขณะที่นายพลเลอ ดัคอานห์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเวียดนามก็ประกาศ จะโจมตีอย่างรุนแรงและกว้างขวางต่อเขมรกลุ่มต่อต้านและหากจำเป็นก็จะโจมตีเข้ามาถึงดินแดนไทย โดยขีดเส้นตายปราบเขมรฝ่ายต่อต้านให้ได้ภายใน ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530)

ทั้งนี้เวียดนามกำหนดแผนยุทธศาสตร์เป็น 3 ขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 การยึดครองสถาปนาความมั่นคงตามตัวเมืองสำคัญ ขั้นที่ 2 การปิดกั้นและเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านประเทศไทยอย่างถาวร ขั้นที่ 3 การพัฒนาและเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชนบท ซึ่งตั้งแต่ พ.ศ.2522 จนถึง พ.ศ.2527 เวียดนามได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ขั้นที่ 1 อย่างได้ผล แต่ประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ในขั้นที่ 2 และ 3 มาโดยตลอดเนื่องจากเวียดนามมีเวลาที่จะสามารถใช้กำลังเข้ากวาดล้างเขมร 3 ฝ่ายหรือกองกำลังรักชาติฝ่ายรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย(กรช.)เฉพาะในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น
“จีน” และ “สหรัฐอเมริกา” รวมถึงประเทศสมาชิกสหประชาชาติให้การยอมรับสถานะของเขมร 3 ฝ่าย และมองเวียดนามเป็นผู้รุกราน จึงให้การสนับสนุนผ่านมายังประเทศไทย

การเมืองในสนามรบลามมาถึงวงการกีฬาเพื่อส่งนัยยะทางการเมืองโลก โดยในคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 13 (8-17  ธ.ค.2528 ) เขมร 3 ฝ่าย ซึ่งได้รับการรับรองให้เข้าร่วมแข่งขัน นักกีฬาเขมรยังต้องซ้อมกันในเขตป่าเขาโดยแบ่งกลุ่มรับผิดชอบเช่น เขียว สัมพันธ์ รับผิดชอบเรื่องวอลเล่ย์บอล ยิงปืน และกรีฑา สีหนุรับผิดชอบฟุตบอล บาสเก็ตบอล เทนนิส แบดมินตัน นายซอนซาน รับผิดชอบ ปิงปอง 

เขมร 3 ฝ่ายมีกองกำลังรบกับเวียดนาม สหประชาชาติก็ให้ไทยเป็นตัวแทนคอยประสานงานกับเขมร 3 ฝ่าย เวียดนามจึงนำกำลังทหาร 25 กองพลหรือกว่า 2 แสนคน เข้ามาจ่อตามแนวชายแดนเพื่อสกัดการสนับสนุนที่จะมีไปถึงเขมร 3 ฝ่าย  แสนยานุภาพทางกองทัพอันดับ 3 ของโลกทำให้ผู้นำเวียดนามถึงกลับประกาศว่า  “สามารถบุกกรุงเทพฯได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมง”

ภัยคุกคามที่จ่อตามแนวชายแดนด้านตะวันออก ความจริงก็คือ สงคราม แต่เป็น “สงครามนอกแบบ” ที่ไม่ได้มีการประกาศทำสงครามระหว่างรัฐกับรัฐ 
ยุคสงครามเย็น  สหรัฐปั่นกระแสการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของสหภาพโซเวียตตามทฤษฏี “โดมิโน” โดยภูมิภาคอินโดจีน เวียดนามก็มีแนวคิดเรื่อง “สหพันธ์รัฐอินโดจีน” คือเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างเวียดนาม กัมพูชาและลาวในยุทธศาสตร์การสงคราม 


จึงเกรงกันว่าไทยจะเป็นเป้าหมายต่อไปของการขยายลัทธิคอมมิวนิสต์โดยมีข้อมูลว่า  11 จังหวัดของไทย จะเป็นพื้นที่เป้าหมาย 
พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นเคยพูดไว้ว่า “ประเทศที่เป็นเป้าหมายต่อไปของเวียดนามก็คือประเทศไทย เวียดนามพยายามดำเนินการทั้งทางลับและเปิดเผยเพื่อให้นโยบายนี้เป็นผลสำเร็จ ในทางลับ เวียดนามใช้ชาวเวียดนามอพยพที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งเข้ามาตั้งแต่สงครามอินโดจีนและภายหลังปี 2518 จำนวนทั้งสิ้นหนึ่งแสนคน จัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อรับการชี้นำการปฏิบัติการหรือคำบงการจากฮานอย...”

กองทัพไทยจัดตั้งโครงการ 506 ซึ่งเป็นงานด้านการข่าวของกองทัพบก กองบัญชาการอยู่ที่สวนรื่น โดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็มีบทบาทสำคัญในตอนนั้น ขณะที่ทหารรบพิเศษป่าหวายซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนเรียก หน่วยปฏิบัติการ 838 (นปพ.838) ก็มี พล.อ.สุรยุทธ์ พล.อ.สนธิ  บุญยรัตกลิน และ พล.อ.เฉลิมชัย  เข้าร่วมปฏิบัติการลับ ในชื่อจัดตั้ง “หัวหน้าวิชชุ” , “หัวหน้านาวิก”  ส่วน พล.อ.เฉลิมชัย ใช้ขื่อ “หัวหน้าชัยสิทธิ์ อิสสละ” หน่วยรบพิเศษถูกส่งไปปฏิบัติการ “รบนอกแบบ” ในแนวหลังของข้าศึก โดยทหารทุกนายต้องลาออกจากราชการ เป็นภารกิจแบบปิดลับเพื่อ ผลักดันกองทัพเวียดนามให้ถอยห่างแนวชายแดนโดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองกำลังเขมร 3 ฝ่าย ทำการรบแบบกองโจร 

การจัดตั้งกองโจร มี 2 หลักการ คือ ฝึกประชาชนคนไทยให้เป็นกองโจร และฝึกประชาชนในประเทศเป้าหมายให้เป็นกองโจร ซึ่งในทีนี้ก็คือ ฝึกกำลังของเขมรทุกฝ่ายเพื่อรบกับเวียดนามเฮงสัมริน ขณะเดียวกันเราก็มาคอยดูแลจัดระเบียบชาวเขมรซึ่งอพยพหนีภัยสงครามเป็นหมื่นเป็นแสนคนตามแนวชายแดนไม่ให้สร้างผลกระทบกับคนไทย

ตอนนั้นว่ากันว่า ที่ต้องฝึกหนักคือ เขมรกลุ่มเจ้าสีหนุและซอนซาน ส่วนเขมรแดงนั้นไม่ต้องฝึกมากเพราะเก่งในเรื่องการรบอยู่แล้ว ซึ่งบางทีเป็นการมาฝึกในประเทศไทย โดยพื้นที่ฝึกก็ตามความเหมาะสมและสามารถปิดลับได้ กระจาย แถวๆรอยต่อระหว่างตาพระยากับโนนดินแดน ซึ่งภูมิประเทศเป็นเทือกเขาใหญ่ แต่ถ้าเป็นการฝึกระดับผู้นำ จะเข้ามาฝึกในประเทศไทยเลยเช่นที่ ลพบุรี สระบุรี พิษณุโลก และบางครั้งก็มีการฝึกของหน่วยรบพิเศษจากประเทศพันธมิตรเช่นอังกฤษ  สหรัฐ  สิงคโปร์ เข้ามาร่วมด้วย

ภารกิจที่ชายแดนด้านนี้กินเวลา 10 ปี สถานการณ์ปัจจุบันคลี่คลายเปิดเผยข้อเท็จจริงกันอย่างไรได้รู้ได้เห็นได้รับทราบกันหมด  
ชีวิตเลือดเนื้อ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ มิตรภาพ ความเกลียดชัง คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย การแก่งแย่งอำนาจ 
ใครได้ ใครเสีย !!


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ชรินทร์ แช่มสาคร

ติดตามข่าวอื่นๆ