ใครที่ทำให้ พระพุทธะอิสระ ต้องเอ่ยประโยคที่ว่า ...บวชถึงขนาดนี้ยังเห็นกงจักรกลายเป็นดอกบัวซะเอง

ใครที่ทำให้ "พระพุทธะอิสระ" ต้องเอ่ยประโยคที่ว่า ...บวชถึงขนาดนี้ยังเห็นกงจักรกลายเป็นดอกบัวซะเอง

Publish 2016-08-24 11:24:28

วันที่ 24 สิงหาคม 2559 พระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในประเด็น บวชถึงขนาดนี้ยังเห็นกงจักรกลายเป็นดอกบัวซะเอง โดยมีข้อความระบุว่า เห็นข่าวผู้คนซึ่งมีทั้งนักบวชและฆราวาสพากันไปให้กำลังใจคนโกง คนทุจริตไม่ซื่อต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง ผู้เป็นอลัชชีต้องคดีฟอกเงิน ปาราชิก หนีหมายศาล แทนที่อลัชชีธมฺมชโยตนนี้ จะต้องถูกประณาม กลับมีบรรดานักบวชและฆราวาสพากันตบเท้าเดินแถวไปให้กำลังใจ พร้อมมอบโล่เกียรติยศจำนวน ๖ โล่ ได้แก่

 

๑.โล่ประกาศเกียรติคุณจากพระครูอนุสิฐธรรมสาร เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน


๒. โล่ประกาศเกียรติคุณจากพระครูอนุกุลบุญญะกิจ เจ้าคณะอำเภอแม่สะเรียง


๓.โล่ประกาศเกียรติคุณจากพระครูอนุสารปุญญาคม เจ้าคณะอำเภอปาย


๔. โล่ประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารส่วนตำบลสบเมย


๕. โล่ประกาศเกียรติคุณจากนายกเทศมนตรีตำบลแม่ลาน้อย


และ ๖. โล่ประกาศเกียรติคุณจากนายกเทศมนตรีอำเภอขุนยวม

 

ทำให้ฉันคิดไปว่าคนพวกนี้ดูช่างมืดบอดยิ่งนัก เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าที่พวกอลัชชีหยิบโยนให้ แต่ไม่สนใจหลักพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง

แม้แต่คำสอนสำคัญของพระบรมศาสดา แต่ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นสาวกกลับละเลย ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทกับเพิกเฉย ซึ่งชาวพุทธทุกคนจำเป็นต้องรู้และช่วยกันประนามทำให้คนและนักบวชพวกนี้ได้สำนึกกันเสียบ้าง

 

พระพุทธะอิสระยังระบุอีกด้วยว่า บ้านเมืองนี้จะเป็นปึกแผ่น ตั้งมั่นอยู่ได้ ก็ด้วยเพราะคนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองแต่คนกลุ่มนี้กลับไปเห็นดีเห็นงามต่อผู้ละเมิดกฎหมาย ช่างเป็นความคับแคบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อย่างน่ารังเกียจที่สุด

หากวันข้างหน้า ถ้าจะมีนักโทษหนีหมายศาลหรือผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับกฎหมาย แล้วใช้กฎหมู่มากดกันเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย ต่อไปบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร

จากพฤติกรรมของคนพวกนี้ ประชาชนคนทั้งชาติเขาดูออกว่า พวกนักบวชและผู้ที่เดินแถวไปมอบโล่ให้กำลังใจอลัชชี ล้วนแต่เคยได้รับผลประโยชน์จากตัวเจ้าลัทธิมาทั้งนั้น

และที่มาก็เพื่อจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

 

ที่จริงหากคนพวกนี้รู้จักศึกษาพระพุทธธรรมกันเสียบ้าง ก็จะรู้ว่าพระพุทธธรรมนี้แยกดีแยกชั่วออกจากกันอย่างชัดเจน แม้แต่บทมงคลสูตร องค์พระบรมศาสดายังทรงสั่งสอนว่า อย่าคบคนพาล คบแต่บัณฑิตไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคนพวกนี้กลับไม่มีสติปัญญา แยกดี แยกชั่ว แยกถูก แยกผิด กันไม่ได้


ดูท่าช่างเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งนัก เหมือนดังผู้มืดบอดหรือโง่เขลา ขาดสติปัญญาพิจารณา เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด ดังเช่นเรื่องที่มีมาในพระคัมภีร์ สุตตันตปิฎก ทุกทกนิกาย กัณฑ์ที่ ๔๙ ที่ว่าด้วยเรื่องเปรตกงจักร ความว่า

 

อดีตกาลสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ กรุงสาวัตถี มีเศรษฐีคนหนึ่ง ผู้มีทรัพย์สมบัติมหาศาลถึง ๘๐ โกฏิ มีนามว่า มิตตวินทุกะ เป็นผู้ทุศีล ไม่มีศรัทธา ทั้งที่พ่อแม่เป็นถึงพระโสดาบัน ยึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย

 

มิตตวินทุกะ เป็นหนุ่มเสเพล ชื่อชอบการคบค้าสมาคมกับคนพาล นักเลงเหล้า นักเลงการพนัน นักเลงผู้หญิง ชอบมั่วสุมสำส่อน เกะกะระรานชาวบ้านร้านตลาดเขาไปทั่ว ไม่ทำมาหากินเฉกเช่นสุจริตชน เปิดบ่อนตีไก่กัดปลา เหล้ายาการพนันครบสูตรความชั่ว ชอบทำตัวมั่วเกลือกกลั้วกับคนถ่อย

 

อยู่มาวันหนึ่ง มิตตวินทุกะได้รับการชักชวนจากเพื่อน ให้นั่งเรือสินค้าไปเที่ยวต่างเมือง

มิตตวินทุกะ จึงเข้ามาโกหกแก่มารดาผู้เป็นพระโสดาบัน ซึ่งในเวลานั้นบิดาของเขาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ยังเหลือแม่ผู้ให้กำเนิดเขาอยู่คนเดียว เขาเข้ามาหาแม่พร้อมพูดว่า คุณแม่จ๋าลูกต้องการทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง เพื่อเดินทางไปทำการค้าทางเรือในต่างเมือง แม่จงให้ทุนทรัพย์นั้นแก่ลูกเถิด มารดาของมิตตวินทุกะจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจะเดินทางไปในทะเลที่มีแต่อันตรายให้ลำบากลำบนไปทำไม ทรัพย์ที่แม่มีและที่พ่อของเจ้าทิ้งเอาไว้ให้แก่เจ้าก็มหาศาล ชาตินี้เจ้าคงกินไม่หมดแล้ว เจ้าจะขวนขวายหาความทุกข์ยากเดือดร้อนมาใส่ตัวทำไม  “บ่น บ่นอีกแล้ว เบื่อคนบ่น ยิ่งแก่ก็ยิ่งชอบบ่น ไม่ทำกินก็บ่น พอจะทำกินก็บ่น ตกลงแม่จะเอายังไง สรุปจะให้หรือเปล่า” กล่าวเช่นนั้นแล้ว มิตตวินทุกะจึงตรงเข้าไปยื้อแย่งเงินที่แม่เก็บเอาไว้



ฝ่ายผู้เป็นแม่ก็เข้ายื้อยุดจับไม้จับมือลูกเอาไว้ ปากก็พร่ำรำพันว่า อย่าไปเลยลูกเอ๋ย เงินทองทรัพย์สมบัติเราก็มีมากมายแล้ว แม่ก็แก่มากแล้ว ในบ้านนี้ก็มีเจ้าอยู่คนเดียวที่เป็นลูกแม่ หากเจ้าไปเสียแล้ว แม่จะอยู่กับใคร ทั้งในทะเลก็มีอันตรายสารพัดอย่าง แม่ไม่อยากเสียเจ้าไป อยู่ใช้จ่ายทรัพย์ของเราให้สบายดีกว่าไหมลูก มิตตวินทุกะจึงทุบตีแม่ของตนแล้วสบถว่า กูจะไป อย่ามาห้ามกู เอะอะอะไรก็ว่าตัวเองแก่แล้ว จะมาผูกยึดโยงกูให้นั่งเฝ้าซากศพกูไม่อยู่หรอก กูจะไปหาความเจริญ เปิดหูเปิดตา แสวงหาสิ่งใหม่ๆ อย่ามาปิดหูปิดตาห้ามปรามกูเสียให้ยากเลย ว่าแล้วก็ถีบแม่จนล้มลงแล้วหยิบฉวยเอาเงินและทองใส่ย่ามติดตัวไปจำนวนหนึ่ง มิตตวินทุกะเมื่อทำร้ายแม่แล้ว ได้เงินทองมาแล้ว จึงรีบตรงไปยังท่าเรือโดยมีบรรดาเพื่อนรออยู่บนเรือสินค้าเรียบร้อยแล้ว

มิตตวินทุกะจึงรีบวิ่งขึ้นเรือสินค้าไป มิใยที่ผู้เป็นแม่จะวิ่งตามมาส่งเสียงเรียกร้องให้ลูกชายกลับอย่างน่าเวทนาต่อผู้พบเห็นแต่มิตตวินทุกะก็หาได้แยแสต่อเสียงร้องของผู้เป็นแม่ตนเองไม่ เมื่อขึ้นเรือสินค้า เรือนั้นก็ออกเดินทางสู่ทะเลใหญ่ในทันที

วันต่อมา ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเลลึก อยู่ดีๆ เรือก็หยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ไม่ว่าจะมีลมพัดมาจากทิศใดๆ ผู้คนในเรือพยายามช่วยกันพาย ช่วยกันขับเคลื่อนเรือไปข้างหน้าหรือถอยหลัง เรือนั้นก็หาได้ขยับเขยื้อนไปไม่

 

ในเวลานั้นกัปตันเรือจึงเรียกประชุมพ่อค้าและลูกเรือทั้งหมดเพื่อสอบสวนหาสาเหตุว่ามีใครทำการละเมิดกฎของการอาศัยอยู่บนเรือหรือไม่สุดท้ายก็หาได้มีผู้ใดละเมิดกฎบนเรือไม่ กัปตันเรือจึงมาคิดว่า เอ...หรือว่าบนเรือลำนี้จะมีคนกาลกินีอาศัยมาบนเรือด้วย กัปตันจึงสั่งบริวารทำสลากมาให้ทุกคนบนเรือจับ ผลปรากฏว่ามิตตวินทุกะจับได้ฉลากอับเฉา กัปตันจึงนำฉลากนั้นมาคละเคล้ารวมกันแล้วให้ทุกคนจับกันใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ผลปรากฏออกมาก็เหมือนเดิม แม้จับครั้งที่ ๓ มิตตวินทุกะก็จับได้ฉลากอับเฉาเช่นเดิม กัปตันจึงเห็นว่ามิตตวินทุกะคนนี้คงจะเป็นกาลกินี ทำให้เรือไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ตามกฎแล้ว จักต้องจับโยนลงทะเล แต่ด้วยความกรุณาของกัปตัน จึงสั่งให้บริวารสร้างแพขึ้นหนึ่งลำ แล้วจับมิตตวินทุกะลงแพปล่อยให้ลอยไปตามแรงคลื่นลม

 

เมื่อมิตตวินทุกะพ้นไปจากเรือสินค้านั้นแล้ว เรือสินค้าลำนั้นจึงได้แล่นเคลื่อนออกไปจาก ณ ที่นั้นอย่างง่ายดาย มิตตวินทุกะโดนจับลอยแพรอนแรมมาตามคลื่นลม หลายวันผ่านไป ทั้งหิวทั้งกระหาย ทรมานปานจะขาดใจ จนแพนั้นลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง
 

มิตตวินทุกะได้เห็นเช่นนั้นจึงรวบรวมกำลัง ใช้ทั้งมือทั้งเท้าต่างพายพุยน้ำเพื่อให้แพลอยเข้าไปเกยชายหาดของเกาะนั้น แล้วจึงลงจากแพขึ้นสู่ชายฝั่ง เดินโซซัดโซเซเพื่อจะหาน้ำและอาหารพลันสายตามองเห็นประตูเมือง เห็นยอดปราสาทราชวังสูงตระหง่านสวยงามตระการตา มิตตวินทุกะจึงลำพึงแก่ตนว่าเรารอดตายแล้ว ช่างโชคดีที่เรามาพบเมืองบนเกาะกลางทะเลแห่งนี้ ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว เมืองบนเกาะกลางทะเลแห่งนี้คือภพแดนเกิดของสัตว์นรกที่พ้นจากโทษทัณฑ์อันหนักจากขุมนรกมาแล้ว แต่ยังมีเศษกรรมที่จะต้องชดใช้ จึงมาเกิดในเมืองบนเกาะกลางทะเลนี้อันเป็นที่ลงทัณฑ์ทรมานอย่างเบา
 

ฉะนั้น ทุกอย่างที่อยู่บนเกาะนี้ล้วนแต่เป็นการลงทัณฑ์ทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมิตตวินทุกะเดินเข้าประตูเมืองมา พื้นทรายที่ขาวสะอาดตาอย่างที่เขาเห็น แต่โดยความเป็นจริงแล้วคือเศษแก้วอันแหลมคมที่ทิ่มตำฝ่าเท้าของผู้เดินเหยียบย่ำเข้ามาสู่ประตูเมือง

มิใยที่เศษแก้วเหล่านั้นจะทิ่มแทงฝ่าเท้าของมิตตวินทุกะจนเลือดออกไหลท่วมเท้า แต่เขาก็หาได้รับรู้ไม่ เหตุเป็นเพราะตัณหาความทะยานอยาก อุปาทานความยึดถือ อวิชชาความไม่รู้จริง ทำให้เกิดความเห็นผิด เข้าใจผิด แม้เขาจะเดินย่ำอยู่บนเศษแก้วที่คมกริบ ทิ่มแทงฝ่าเท้าเขาจนเลือดท่วมเท้า เขาก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง แถมยังคิดว่าพื้นทรายนี้ช่างนุ่มเท้าจัง เมื่อเขาเดินมาถึงแท่นหินแท่นหนึ่ง ซึ่งมีของเน่าเหม็นใส่ใบตองใบบัววางอยู่บนแท่นหิน และมีน้ำมูตรคูถใส่อยู่ในกระบอกไม้เก่า แต่ด้วยความมืดบอดแห่งปัญญา ทำให้เขามองเห็นมูตรคูถเป็นอาหารอันโอชารสที่ใส่เอาไว้ในภาชนะทองคำ มีกลิ่นหอมยั่วยวนใจ ทำให้ความหิวเขากำเริบขึ้นเป็นทวีคูณ แม้น้ำมูตรคูถที่มีอยู่กระบอกไม้ไผ่ เขาก็มองเห็นเป็นเป็นน้ำดื่มที่ใสสะอาดมีกลิ่นหอม เมื่อเขาสวาปามดื่มกินกลับทำให้เขาติดใจในรสชาติ แต่ผู้มีปัญญามองเห็นว่าเขากำลังดื่มกินของเน่าเหม็นอยู่

 

ในขณะที่มิตตวินทุกะกำลังดื่มกินมูตรคูถของเน่าอย่างอิ่มหนำสำราญอยู่นั้น จึงคิดว่าตั้งแต่เราเข้ามาในเมืองนี้ ยังไม่เคยเห็นผู้คนเลย หรือว่าจะเป็นเมืองร้าง ดีล่ะเราจะได้ยึดครองเมืองนี้เสียเลย เราจักตั้งตนเป็นราชามิตตวินทุกะดำริได้เช่นนั้น พลันปรากฏร่างบุรุษผู้หนึ่งที่พึ่งพ้นโทษทัณฑ์หนักมาจากนรก และต้องมาชดใช้เศษกรรมที่ตนได้กระทำเอาไว้ในอดีต โดยมีกงจักรพัดพ้นฝ่าตัดฟันอยู่บนศีรษะจนได้รับทุกขเวทนามีเครื่องจองจำพันธนาการ ทั้งที่คอ ที่ตัว ที่ข้อมือ มีเท้าด้วยโซ่ตรวนที่มีไฟแดงร้อนแรงลุกโชนดุจดังไฟนรกเผาผลาญอยู่ บุรุษผู้นั้นมีเลือดไหลโทรมกาย บุรุษนั้นส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่ด้วยความโง่เขลา เห็ดผิด คิดผิด เข้าใจผิด หลงมัวเมาประมาทและบาปกรรมชั่วหยาบของมิตตวินทุกะ จึงทำให้เขามองไม่เห็นความจริงแต่กลายเป็นภาพลวงตาลวงหูเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ฟังเป็นเสียงเพลงแห่งความหฤหรรษ์ เลือดที่ไหลโทรมกายเขากลับมองเห็นเป็นแป้งร่ำกระแจะจันทร์ กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งจากเลือดและมันสมอง เขากลับดมชมชอบว่าช่างหอมดั่งกลิ่นดอกมณฑากาหลงนมแมว เครื่องจองจำพันธนาการที่ลุกโชนดั่งไฟนรก เขากลับมองเห็นเป็นเครื่องสนิมพิมพาภรณ์เพชรทองของมีค่า แม้ที่สุดใบพัดจักรที่หมุนพัดฝ่ากะโหลกศีรษะของบุรุษนั้น มิตตวินทุกะผู้มีมิจฉาทิฐิกลับมองเห็นเป็นมงกุฎดอกบัวบานงดงามตระการตา
 

 

เมื่อบุรุษนั้นเดินผ่านหน้ามิตตวินทุกะเขาจึงร้องเรียกพร้อมกับกล่าวชื่นชมในเสียงร้องที่เขาฟังเป็นเสียงที่เสนาะหูยิ่งนัก กลิ่นหอมและเครื่องประดับที่อยู่บนหัวและร่างกายของบุรุษนั้น ว่าช่างล้ำเลิศสวยงามอย่างที่มิเคยพบเห็นในใต้หล้า เขาจึงเอ่ยปากขอเครื่องประดับและมงกุฎกงจักรที่เขามองเห็นเป็นมงกุฎดอกบัวว่า นี่แน่ะ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นคนเร่ร่อนหลงทางมาจากแดนไกล เมื่อมาเห็นบ้านเมืองและผู้คนแต่งตัวด้วยเครื่องประดับที่สวยงามตระการตาปานนี้ หากท่านผู้เจริญไม่ว่ากะไร ขอท่านจงอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้หยิบยืมสวมใส่มงกุฎและเครื่องประดับเหล่านั้นจะได้หรือไม่


บุรุษเปรตผู้นั้นจึงคิดว่า เอ... นี่อะไรกัน มนุษย์ผู้นี้ทำไมถึงเห็นเครื่องลงทัณฑ์และพันธนาการโซ่ไฟนรกของเรากลายเป็นเครื่องประดับของสวยงามไปเสียแล้ว หรือมนุษย์ผู้นี้จักกำลังหยอกล้อเราเล่น คิดดังนี้แล้วจึงกล่าวขึ้นว่านี่แน่ะ ท่านพ่อมหาจำเริญ ท่านล้อเราเล่นหรือไร สิ่งที่เราประสพอยู่นี้หาได้เป็นเครื่องประดับใดๆ ไม่ มันคือเครื่องลงทัณฑ์จักรกรดและโซ่ไฟที่กำลังทำร้ายเราต่างหากเล่า มิตตวินทุกะจึงกล่าวขึ้นว่า นี่แน่ะท่านผู้เจริญ เราไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา ท่านจะหลอกตาเรามิได้หรอก ก็เราเห็นๆ อยู่ว่าท่านสวมใส่มงกุฎดอกปทุมทอง เครื่องสนิมพิมพาภรณ์ ที่สวยงามตระการตา ท่านก็อย่ามีจิตใจคับแคบไปนักเลย ท่านประดับประดาแต่งกายด้วยของดีมีค่าเหล่านี้มาเนิ่นนานแล้ว ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือไร ยังไงขอให้เราได้มีโอกาสสวมใส่เครื่องประดับเหล่านี้บ้างเถิด บุรุษเปรตผู้นั้นจึงคิดว่า เอ... หรือมนุษย์ผู้นี้จักมีกรรมชั่วหยาบอันหนัก ที่ได้กระทำเอาไว้ต่อบิดามารดาและสมณะผู้ทรงศีล เป็นผู้มีความเห็นผิดโง่เขลา ทำพูดคิดชั่วหยาบอยู่เป็นอาจิณ จึงต้องมารับโทษทัณฑ์ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ ทำให้มองเห็นเครื่องพันธนาการกลายเป็นเครื่องประดับ เห็นกงจักรกลายเป็นมงกุฎดอกบัว

 

เราเห็นทีจะหมดกรรมชั่วในครั้งนี้แล้ว เพราะมีมนุษย์ผู้ชั่วช้ามารับเอาเครื่องลงทัณฑ์แทนเราแล้ว ดำริเช่นนี้แล้ว จึงกล่าว่า เอาล่ะ ท่านพ่อมหาจำเริญ หากพ่อต้องการได้เครื่องประดับและมงกุฎดอกบัวตามที่พ่อได้เห็น เราก็ไม่คิดจะหวงห้าม เราจะยกให้พ่อสวมใส่ก็แล้วกัน บุรุษเปรตนั้นกล่าวเช่นนี้แล้ว ฉับพลันนั้นเอง มงกุฎกงจักรกรดและเครื่องพันธนาการโซ่ไฟได้หลุดจากร่างของบุรุษเปรต ลอยออกไปแล้วสวมใส่ลงบนหัวและลำตัวของมิตตวินทุกะในทันที
มิตตวินทุกะได้ร้องขอมงกุฎดอกบัวและเครื่องประดับสร้อยสนิมพิมพาภรณ์ ตามที่ตาเนื้อของตนมองเห็นที่ถูกครอบงำมากไปด้วยตัณหา ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นหาได้เป็นอย่างที่ต้องคิดและเห็นไม่
บุรุษเปรตผู้ถูกลงทัณฑ์ด้วยจักรกรดและโซ่ไฟจึงรีบอนุญาตให้เครื่องลงทัณฑ์นั้นให้แก่มิตตวินทุกะด้วยความยินดีฉับพลันนั้นเครื่องลงทัณฑ์จองจำโซ่ไฟและจักรกรดก็ได้หลุดออกจากร่างของบุรุษเปรตนั้นลอยมาจองจำสวมใส่ศีรษะและข้อมือข้อเท้า รัดตัวของมิตตวินทุกะในทันที

 

เมื่อมิตตวินทุกะได้รับมงกุฎปทุมทองและสร้อยสนิมพิมพาภรณ์เพชรทองตามที่ตนเห็น ด้วยอำนาจผลกรรมชั่วที่ตนได้กระทำทำให้ดวงตาพร่ามัวคิดเห็นผิด แต่พอได้รับรู้ความจริง ว่าที่แท้สิ่งที่ตนเห็นที่ตนสัมผัส มันคือเครื่องทรมานลงทัณฑ์ทำร้ายตนเอง หาได้เป็นมงกุฎดอกบัวทองและเครื่องประดับอลังการใดๆ ไม่
 

เมื่อได้รับเครื่องทรมานเห็นปานนั้นมิตตวินทุกะจึงล้มตัวดิ้นทุรนทุราย ปากก็ร้องบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว เจ็บปวดทรมานเหลือเกิน เอามันออกไปที เอาเครื่องทรมานนี้ของท่านคืนไปนี่แหละกระมัง จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า “สันดานคางคก เงาหัวไม่ตกยางหัวไม่ออก ก็ไม่รู้สึกตัว” หรือวลีบู๊ลิ้มที่กล่าวว่า “ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา” หรือจะเป็นวลีนักเลงที่ว่า “ไม่เอาเลือดชั่วออกจากหัวมันเสียบ้าง มันคงจะไม่รู้สึกตัว”แต่หากปล่อยให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นมันก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว เฉกเช่นตัวอย่างมิตตวินทุกะ ที่นอนดิ้นทุรนทุราย ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมาน วิงวอนขอให้บุรุษเปรตนั้นช่วยนำเครื่องทรมานนั้นออกให้ที

 

ข้างบุรุษเปรตนั้น เมื่ออนุญาตให้เครื่องทรมานที่เกิดจากผลกรรมของตนให้แก่มิตตวินทุกะแล้ว ร่างกายก็กลับเรืองรอง ผื่นผดบาดแผลทั้งหลายอันตรธานหายไปสิ้น กลับมามีร่างกายงดงามสมบูรณ์ สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์พร้อมเครื่องประดับอลังการ ด้วยเพราะกุศลผลบุญที่ตนเคยกระทำเอาไว้ในอดีตตามมาให้ผล

 

เมื่อได้ฟังมิตตวินทุกะร้องอ้อนวอนขอให้ช่วยนำโซ่ไฟและกงจักรออกจากกายจึงกล่าวว่าพ่อมหาจำเริญ ท่านเป็นผู้ร้องขอเครื่องทรมานเหล่านี้แก่เราเองมิใช่หรือ ทั้งที่เราก็ได้บอกแก่ท่านแล้วว่ามันมิใช่เครื่องประดับ แต่เป็นเครื่องทรมานสำหรับผู้มีความเห็นผิด ประพฤติตนชั่วหยาบ ทำร้ายมารดาบิดาและสมณะชีพราหมณ์
พ่อมหาจำเริญก็ยังตำหนิว่าข้าหลอกลวง เพราะท่านเห็นว่าเครื่องทรมานเหล่านี้คือเครื่องประดับอันอลังการงดงามที่ท่านอยากได้ด้วยเพราะอำนาจของกรรมชั่ว จึงนำพาให้ท่านเห็นเช่นนั้นเมื่อเจ้าขอข้าก็ให้เครื่องทรมานไปแล้ว แล้วเจ้าจะมาโวยวายเอาอะไรอีก นี่แค่ชั่วขณะเดียวยังทนไม่ได้ หากเจ้าต้องชดใช้กรรมชั่วเป็นร้อยปีจะทนไหวกระนั้นหรือ

เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าทนทรมานจากเครื่องทรมานนี้มาเนิ่นนานขนาดไหน หากไม่รู้ข้าจะบอกให้ ข้าทรมานมาเป็นหลายร้อยปียังทนได้ถึงวันนี้ นี่เจ้าแค่สวมใส่เครื่องทรมานได้ขณะเดียว ยังร้องโวยวานล้มลงดิ้นทุรนทุราย จงเข้าใจเสียเถิดว่าทั้งหมดนี้คือผลกรรมจากการกระทำของตัวเจ้าเอง ข้ามิใช่ผู้กระทำให้แก่เจ้า และไม่มีใครทำร้ายเจ้า เพราะเจ้าทำชั่วพูดชั่วคิดชั่ว ผลแห่งความชั่วจึงดลบันดาลให้เจ้ามีความเห็นผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นโซ่ไฟกลายเป็นสร้อยสังวาลเครื่องประดับ ตอนที่เจ้าเอ่ยปากขอ ข้าก็ได้ห้ามปรามเจ้าแล้ว แต่ด้วยเพราะผลกรรมชั่วในตัวเจ้าบันดาลให้เจ้าขวนขวายทะยานอยากได้เครื่องทรมานนี้ นั่นแสดงว่ากรรมชั่วของข้าได้ชดใช้หมดลงแล้ว โดยมีเจ้ามารับหน้าที่ชดใช้ผลกรรมชั่วของตน ด้วยการสวมใส่เครื่องทรมานเหล่านี้ต่อไปจนกว่าจะมีผู้มารับเครื่องลงทัณฑ์นี้ต่อไปจากเจ้า เจ้าก็จงทำใจยอมรับมันเถิด เพราะนี่คือผลแห่งกรรมชั่วที่เจ้าทำขึ้นมาและร้องขอมันเอง อย่ามัวแต่ไปโทษผู้อื่นเลย จะได้ไม่ต้องมาทรมานมากจนเกินไป

 

บุรุษเปรตนั้นกล่าวดังนี้แล้วจึงอันตรธานหายไป ทิ้งให้มิตตวินทุกะทุรนทุรายเจ็บปวดทรมานจากผลกรรมของตนสืบต่อไปที่นำเรื่องเห็นกงจักรเป็นดอกบัวมาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจบรรดาท่านทั้งหลายว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่ท่านเห็น หากจะเชื่อต้องพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ

พุทธะอิสระ

 

ขอบคุณ หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน