นี่แหละธรรมกาย!!!...วันก่อนขอแพทยสภาส่งหมอตรวจ "ธัมมชโย"...วันนี้แพทยสภาจะส่งหมอ10มิ.ย.นี้ แต่"องอาจ"กลับบอกว่าขอคิดดูก่อน(เงิบทั้งประเทศ)

Publish 2016-06-04 10:37:27

ย้อนกลับไป 25 พฤษภาคม ร.ท.นพ.ชูชัย พรพัฒนาพันธุ์ แพทย์ผู้รักษาพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย พร้อมศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้เดินทางมายังแพทยสภา เพื่อยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาตรวจและวินิจฉัยโรค โดยมี นายศุภวัฒน์ โพธิ์ทอง หัวหน้าฝ่ายจริยธรรม แพทยสภา เป็นผู้รับหนังสือ

      

ตามที่คณะแพทย์ผู้รักษาพระเทพญาณมหามุนี ได้ทำการตรวจอาการอาพาธของผู้ป่วยตามเอกสารรับรองว่า พระเทพญาณมหามุนี อาพาธเป็นโรคหลอดเลือดดำของขาอุดตัน (Deep Vein Thrombosis : DVT) หรือ May Thurner syndrome ที่ช่องท้องด้านซ้ายเกิดมีอาการลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันซ้อนทับภาวะ DVT (acute thrombosis on top chronic DVT) ตามใบรับรองแพทย์ที่แนบมา 3 ฉบับ พร้อมเวชระเบียน ทำให้ไม่สามารถที่จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 และทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่ได้ส่งแพทย์มาตรวจสอบตามขั้นตอน โดยกล่าวว่า ได้ข้ามขั้นตอนนี้ไปแล้ว และยังมีข่าวว่าใบรับรองแพทย์ของ พ.ท.นพ.สิริพงศ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์ ไม่ถูกต้อง ทั้งที่แพทย์ได้มาตรวจและวินิจฉัยโรคจริง คณะแพทย์ผู้รักษาจึงขอความอนุเคราะห์จากแพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่ดูแลความเป็นธรรมด้านการแพทย์ ช่วยกรุณาส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี ที่ วัดพระธรรมกาย เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องตามขั้นตอนต่อไป

      

สาเหตุที่มาขอให้แพทยสภาส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจนั้น เพราะสังคมมีการตั้งคำถามมากว่าพระธัมมชโยป่วยหรือไม่ป่วย แม้จะมีการตั้งกล้องวงจรปิดก็มีคนตั้งคำถาม แพทย์ที่มาตรวจวินิจฉัยจริง มีใบรับรองจริงก็มีกระแสว่าเป็นเท็จ จึงอยากให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางอย่างแพทยสภามาตรวจ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏว่าป่วยจริงหรือไม่ เพื่อความเป็นธรรมของผู้ป่วย และแพทย์ผู้ออกใบรับรอง ส่วนกรณีที่แพทย์ รพ.พระมงกุฏเกล้าออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการรักษาไม่สอดคล้องนั้น โดยส่วนตัวมองว่าหากไม่ใช่คนไข้ของเราก็ไม่ควรจะก้าวล่วง เพราะไม่ได้เป็นผู้มารักษา เพียงแต่ดูจากภาพแล้วมาวิจารณ์

      

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่อยากให้แพทยสภาส่งมาตรวจพระธัมมชโย คือ ศัลยกรรมหลอดเลือด อายุรกรรม และโลหิตวิทยา ส่วนจะส่งมาตรวจเมื่อไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทยสภาและความพร้อม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอาการของพระธัมมชโยนั้น มีการอุดตันของหลอดเลือดทั้งส่วนลึกและส่วนผิว แม้กระทั่งทางสำรองอย่างบายพาสก็ตันไปด้วย เรียกว่าเป็นแบบเฉียบพลันปนระยะเรื้อรังอีกที ซึ่งมีโอกาสที่ลิ่มเลือดจะอุดตันปอดได้ ส่วนขณะนี้พระธัมมชโยสามารถลุกขึ้นนั่งได้ แต่แค่เพียงระยะสั้น ๆ เนื่องจากหลอดเลือดแดงยังสามารถผ่านลงไปที่ขาได้ แต่หลอดเลือดดำที่ส่งเลือดกลับนั้นไม่ดี ซึ่งหากมีการเคลื่อนไหวด้วยเท้า การไหลของเลือดเส้นเลือดแดงก็จะไปไม่ได้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เนื้อตายได้ ส่วนการรักษาพระธัมมชโยขณะนี้คือการให้ยาละลายลิ่มเลือดและยกขาสูงเพียงอย่างเดียว เพราะเลยระยะเวลาของการผ่าตัดไปนานแล้ว ซึ่งเมื่อระยะเปลี่ยนวิธีการรักษาก็เปลี่ยน คือแม้จะผ่าตัดแต่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้

      

   ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้แพทยสภาส่งแพทย์มาตรวจวินิจฉัยจะทันหรือไม่ เพราะดีเอสไอระบุว่า หากพระธัมมชโยไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้าย จะเข้าจับกุม ร.ท.นพ.ชูชัย กล่าวว่า ขั้นตอนทางกฎหมายนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายดูแล แต่ในทางการแพทย์ถือเป็นการให้ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาในสิทธิของผู้ป่วย สิทธิความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะละเมิดมิได้ จึงอยากให้แพทย์จากส่วนกลางไปตรวจก่อนที่จะออกหมายจับ เพื่อให้ความยุติธรรม ส่วนสาเหตุที่พระธัมมชโยไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลนั้นถือว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งความจริงแล้วคณะแพทย์ผู้รักษาและศิษยานุศิษย์ อยากให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ท่านไม่ไป อาจเพราะความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ประทับใจ ซึ่งท่านก็มีสิทธิที่จะเลือก โดยทางคณะแพทย์ผู้รักษาจึงได้จัดระบบการดูแลสุขภาพ เครื่องมือ ยาต่างๆ ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ซึ่งถือว่าเพียงพอระดับหนึ่ง

      

  เมื่อถามว่า เมื่อแพทยสภาส่งแพทย์เข้าไปตรวจ จะมีอุปกรณ์รองรับการตรวจวินิจฉัยหรือไม่ ร.ท.นพ.ชูชัย กล่าวว่า ที่สหคลินิกรัตนเวชถือว่ามีเครื่องมือพร้อมในระดับหนึ่ง มีเครื่องอัลตราซาวนด์ แต่ไม่มีเครื่องเอกซเรย์ แต่หากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจก็สามารถทราบได้ เพราะดูจากขาที่บวมขึ้น สีที่เปลี่ยนไป แผลเรื้อรัง การฉีดสีเข้าเส้นเลือด ก็สามารถทราบได้ว่าเป็นโรคแบบไหนและรักษาอย่างไร

 

ภาพ : 25 พ.ค.59 หมอรักษา ธัมมชโย ยื่นแพทยสภา ส่งหมอเชี่ยวชาญ 3 ด้านตรวจแทน ลบข้อกังขาป่วยปลอม

 




ขณะที่ 3 มิถุนายน 59 ศ.นพ.สมศักดิ์ โลห์เลขา นายแพทยสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งหนังสือตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากอนุกรรมการแพทยสภามีมติส่งแพทย์ไปตรวจร่างกายพระธัมมชโย เพื่อไขความกระจ่างเกี่ยวกับการอาพาธ ซึ่งได้ให้ทางเลขานุการแพทยสภาติดต่อกับ ร.ท.นพ.ชูชัย พรพัฒนาพันธุ์ แพทย์ผู้รักษาพระเทพญาณมหามุนีทางโทรศัพท์ โดยเป็นการแจ้งทางวาจาว่า ทางแพทยสภาจะส่งแพทย์จากทางราชวิทยาลัย ทั้งโลหิตวิทยา ศัลยกรรมหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ปอด หัวใจ และรังสีแพทย์ ส่วนหนังสืออย่างเป็นทางการ ได้ให้นิติกรร่างหนังสือถึงมติแพทยสภาในการขออนุญาตตรวจพระธัมมชโย และทำหนังสือเกี่ยวกับการให้คำยินยอมตรวจกับผู้ป่วยส่งแนบไป ซึ่งจะดำเนินการภายในวันที่ 3 มิถุนายนนี้

ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องให้ทางพระธัมมชโยเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการตรวจได้ในวันที่ 10 มิถุนายน เพราะเนื่องจากวันที่ 9 มิถุนายนต้องมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารของแพทยสภา และจนขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของแพทย์ที่จะดำเนินการตรวจได้ เนื่องจากต้องรอความเห็นจากราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายไม่มั่นใจหากเป็นทีมแพทย์จาก รพ.ตำรวจเข้ามาตรวจ ว่า ได้ย้ำกับทางราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องนี้เช่นกัน เชื่อว่าน่าจะยอมรับได้


และในวันเดียวกัน 3 มิถุนายน 59 นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย แถลงท่าทีของศิษยานุศิษย์ กรณีพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะให้แพทย์จาก รพ.ตำรวจมาตรวจอาการของพระธัมมชโย หากยืนยันว่าอาพาธจริงก็ยินดีเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดพระธรรมกาย โดยบอกว่า เลยขั้นตอนนั้นมาแล้วหากทางดีเอสไอมีท่าทีอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น เรื่องคงจบไปนานแล้ว แต่ขณะนี้การแสดงออกของดีเอสไอที่ผ่านมาทำให้คณะศิษยานุศิษย์ไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของดีเอสไอ ส่วนถ้าจะเป็นคณะแพทย์จากแพทยสภา ก็ต้องให้ทีมแพทย์ที่ตรวจรักษาเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่

 

 

ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ประกอบด้วย

1.ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ทางวัดจะมีหนังสือไปถึงดีเอสไอแจ้งว่าพระธัมมชโยอาพาธ โดยมีใบรับรองแพทย์ยืนยัน แม้ทางวัดขอให้ส่งแพทย์จากหน่วยงานกลางมาตรวจอาการที่วัด แต่ทางดีเอสไอก็ปฏิเสธและไปยื่นขอหมายจับที่ศาลทันทีถึง 2 ครั้ง

2.มีการออกข่าวว่าใบรับรองแพทย์เป็นเท็จ แม้ภายหลังทางแพทยสภาจะออกมายืนยันว่าเป็นใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้อง ก็ยังมีความพยายามจะเล่นงานแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ โดยส่งเจ้าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอไปสอบสวนที่รพ.ค่ายภานุรังษี จ.ราชบุรี ว่าการออกใบรับรองแพทย์ผิดขั้น ตอนของ รพ.หรือไม่ พฤติกรรมการแสดงออกของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ทำให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาเกิดความหวาดกลัว แม้จะปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ก็อาจเกิดความเดือดร้อนได้

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล