รับการพักโทษ เรือนจำปล่อยตัว “พร้อมพงศ์-เกียรติอุดม

รับการพักโทษ เรือนจำปล่อยตัว “พร้อมพงศ์-เกียรติอุดม

Publish 2016-05-11 09:31:05

วันที่ 11 พ.ค.58 เรือนจำพิเศษกรุงเทพเตรียมปล่อยตัว นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับการพักโทษ ตามหลักเกณฑ์พักการลงโทษของนักโทษชั้นดี คือได้รับการพักโทษ 1 ใน 5 ของโทษที่เหลือ

โดยนายพร้อมพงศ์และนายเกียรติอุดม ถูกศาลจำคุก 1 ปี เท่ากับ 12 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โดยปัจจุบันทั้ง 2 คน จำคุกมาแล้ว 10 เดือน ซึ่งโทษจริงจะต้องพ้นโทษเดือนกรกฎาคมนี้

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ทั้งสองคนได้ออกจากเรือนจำเร็วกว่ากำหนด 2 เดือน ซึ่งเป็นการพักโทษธรรมดาไม่ใช่กรณีพิเศษเรือนจำระบุว่า ระหว่างที่อยู่ในภายเรือนจำประพฤติตัวตามระเบียบวินัยและไม่เคยทำผิดวินัย

หลังจากผู้ต้องขังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำแล้วไม่เกิน 3 วัน จะต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติ และทุก 1 เดือน จนกว่าจะพ้นกำหนดโทษ

 




หากย้อนกลับไปในคดีนี้ ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.1886/2553 ที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีตส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

ฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.53 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันให้ข่าว สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทำนองว่า โจทก์ให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบเป็นการส่วนตัว ระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และกล่าวหาว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรม ขาดความเป็นกลาง และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังฯ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โจทก์จึงขอให้ศาล พิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ก.ค.55 เห็นว่า จำเลยทั้งสอง กล่าวหาใส่ความโจทก์โดยไม่มีมูลความจริง ไม่ตรวจสอบข้อเท็จให้ได้รับความชัดเจนก่อนการแถลงข่าว จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ให้จำคุก จำเลยคนละ 1 ปี ปรับคนละ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันเผยแพร่คำพิพากษาย่อใน นสพ.ไทยรัฐ มติชน และกรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกันด้วย

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาวันที่ 12 ธ.ค.56 เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นการหมิ่นประมาทฯ ขณะที่จำเลยที่ 1 จบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตและเป็นอาจารย์หลายสถาบัน ส่วนจำเลยที่ 2 จบปริญญาตรี เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.อุดรธานี และยังเป็นกรรมาธิการและรองกรรมาธิการหลายคณะ จำเลยจึงเป็นคนมีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือของบุคคลทั่วไป ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้โทษเป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนโทษปรับให้ยกไป

 

จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาต่อสู้ว่า การแถลงข่าวและแจกเอกสารข่าว เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาคดี ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษสถานเบาและขอให้รอการลงโทษจำเลยไว้ก่อน

 

ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า วันที่ 10 พ.ค.53 โจทก์เดินทางเข้าห้องทำงานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เช้า และไม่เคยเชิญตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบที่ห้อง และไม่เคยพบกับนายทศพล เพ็งส้ม ตัวแทนประชาธิปัตย์ที่เดินทางมายื่นหนังสือเกี่ยวกับคดียุบพรรค สอดคล้องกับเลขานุการฯของโจทก์ เบิกความว่า ได้เข้าปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 07.40 น. ถึง 16.00 น. ไม่พบว่ามีใครเข้าพบโจทก์เป็นการส่วนตัวที่ห้องทำงาน โดยนายทศพล เพ็งส้ม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพยาน เบิกความด้วยว่า พยานเดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 09.00 น.เศษ เพื่อยื่นเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ชั้น 2 ศูนย์ราชการฯ โดยไม่เคยได้พบกับโจทก์เป็นการส่วนตัว พยานโจทก์ล้วน ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่า จะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ

 

 

 


ส่วนที่จำเลย อ้างว่า ทราบเรื่องตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบโจทก์ที่ห้องทำงาน จากเจ้าหน้าที่ 2 คน แต่ในชั้นพิจารณาคดี จำเลยก็ไม่นำเจ้าหน้าที่ 2 คนดังกล่าวมาเบิกความ ยืนยัน ดังนั้นการให้ข่าวของจำเลยต่อสื่อมวลชน จึงเป็นการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ขณะที่ช่วงเวลาดังกล่าวมีการพิจารณาคดียุบพรรคและตัวจำเลย ก็ได้ยื่นหนังสือคัดค้านโจทก์การเป็นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยจึงเสมือนใช้สื่อมวลชน เป็นเครื่องมือหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดได้ว่า โจทก์ไม่มีความเป็นกลาง ซึ่งจำเลยเล็งเห็นอยู่แล้วว่า สื่อจะนำข้อมูลจากเอกสารที่จำเลยแจกไปเผยแพร่ การที่จำเลยอ้างว่าการแถลงข่าวและแจกเอกสารไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทฯ โดยการโฆษณา แต่เป็นการแสดงความคิดนั้น จึงฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า การกระทำของจำเลย เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ มีการเผยแพร่ด้วยเอกสาร จึงเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารที่ทำให้โจทก์ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเสื่อมเสีย บุคคลอื่นเข้าใจว่าไม่มีความเป็นกลาง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงการลงโทษนั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล
HASTAG :