ขีปนาวุธกว่า 100 ลูก ก็ไม่ช่วยให้สหรัฐฯ ชนะสงครามซีเรีย เมื่อกองทัพยึดพื้นที่กูตาตะวันออกได้ 100% งานนี้ อาจทำให้ “ทรัมป์” ช้ำใจตาย

Publish 2018-04-18 05:41:59

 กองทัพซีเรียออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561  ว่ากองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทุกกลุ่มถอนกำลังออกจากเขตกูตาตะวันออก ที่อยู่ชานกรุงดามัสกัสแล้ว โดยกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มจาอิช อัล อิสลาม ถอนกำลังออกจากเมืองดูมา

 



สถานการณ์ในเมืองกูตาตะวันออกของซีเรีย ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นสถานการณ์ ที่เป็นผลทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับดิ้น กันเลยทีเดียว เพราะกูตาตะวันออก เป็นพื้นที่สุดท้ายที่ทางด้านกลุ่มกบฏ ยึดเอาไว้ ซึ่งกลุ่มกบฏ ก็เป็นพันธมิตรที่สหรัฐฯให้การสนับสนุน เพื่อจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาลซีเรีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาซาร์ อัล อัสซาด ดังนั้นหากว่าพื้นที่แห่งนี้ ถูกยึดคืนได้จากรัฐบาล เท่ากับว่าสหรัฐฯ นั้นพ่ายแพ้สงครามซีเรีย แบบหมดรูปนั่นเอง

 

 

ทำให้สหรัฐฯ ถึงกับต้องกุเรื่องของอาวุธเคมี โดยการใส่ความรัฐบาลซีเรียว่าได้นำเอาอาวุธเคมี มาเข่นฆ่าประชาชน ตนถึงยอมไม่ได้ก็ไปชักชวนฝรั่งเศส และ อังกฤษ ซึ่งก็เป็นพันธมิตรร่วมรบอยู่ในซีเรีย ก่อนหน้านี้แล้ว ลุกขึ้นมาแล้วก็ถล่มซีเรียด้วยขีปนาวุธ แต่สิ่งที่ สหรัฐฯทำกลับได้รับเสียงประณามมากกว่าเสียงชื่นชม เพราะประเทศมหาอำนาจแทนที่จะใช้วิถีทางสันติในการแก้ปัญหา หรือใช้วิธีทางการทูตผ่านทางด้านสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหากลับหันมาใช้ความรุนแรงในการตอบโต้

 

 

แต่ล่าสุดอาจจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ถึงกับหัวเสียมากยิ่งขึ้น เมื่อ กองทัพซีเรียออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2561  ว่ากองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทุกกลุ่มถอนกำลังออกจากเขตกูตาตะวันออก ที่อยู่ชานกรุงดามัสกัสแล้ว โดยกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มจาอิช อัล อิสลาม ถอนกำลังออกจากเมืองดูมา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเขตกูตาตะวันออก เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว หมายความว่าในตอนนี้เขตกูตาตะวันออกเป็นพื้นที่ปลอดกลุ่มก่อการร้าย

 

 

โดยที่ประกาศนี้ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางยุทศาสตร์ครั้งสำคัญสำหรับประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งมีออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ นำปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายรัฐบาลซีเรียเพื่อตอบสนองต่อการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมาของจังหวัดนี้

 

 

กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการจู่โจมครั้งใหญ่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การสู้รบรอบนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,700 คน ตามการประเมินขององค์การสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรีย หรือเอสโอเอชอาร์  โดยในจำนวนดังกล่าวประมาณ 60 คนเป็นผู้เสียชีวิตเมื่อต้นเดือนนี้ จากสาเหตุที่สหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกอ้างว่าเป็นการใช้อาวุธเคมีและได้ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ 3 แห่ง ที่เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาอาวุธเคมีของรัฐบาลซีเรีย

 

 

 


ขณะที่ทางด้านด้านองค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี หรือโอพีซีดับเบิลยู  ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ ออกแถลงการณ์ว่าคณะทำงานพิเศษยังคงปักหลักอยู่ที่เมืองดูมาตามคำเชิญของรัฐบาลซีเรีย เพื่อสำรวจร่องรอยของการใช้อาวุธเคมีว่ามีจริงหรือไม่ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี  ไม่สามารถผ่านมติประณามปฏิบัติการทางทหารของตะวันตกในครั้งนี้ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี ใช้อำนาจวีโต้ ส่วนรัสเซียได้รับเสียงสนับสนุนจากจีน สะท้อนให้เห็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนต่อกรณีซีเรีย

 

 

ดังนั้นก็ต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อสมรภูมินี้สหรัฐฯพ่ายแพ้ยับเยิน หมดรูป แม้จะลงทุน ลงแรงใช้ขีปนาวุธกว่าร้อยลูกเข้าถล่ม โดยจะหาข้ออ้างใดก็ตามมากล่าวอ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วเพียงเพื่อจะปรามกองทัพซีเรีย และรัสเซียว่า อย่าได้กระทำกับกลุ่มที่สหรัฐฯ และพันธมิตรให้การสนับสนุน แต่ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถยุติความปราชัยลงได้ สิ่งที่จะต้องดูก็คือว่าสหรัฐฯ จะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการกู้สถานการณ์หลังจากนี้

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล