สหรัฐฯ – จีน เพิ่มงบประมาณกองทัพ จัดหาอาวุธเป้าหมายเพื่อความมั่นคง หรือ เตรียมก่อสงคราม

Publish 2017-02-28 05:22:03

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดถึงศักยภาพทางอาวุธนิวเคลียร์ ของสหรัฐฯ ว่าปัจจุบันนี้สหรัฐฯ ยังคงล้าหลังกว่าประเทศอื่นอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรหรือไม่ก็ตาม พร้อมกับย้ำว่าโลกนี้ไม่ควรจะมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่เมื่อจำเป็นจะต้องมีสหรัฐฯ ก็ต้องเป็นอันดับ 1 ที่จะมีไว้ในครอบครอง

รายงานของสมาคมควบคุมอาวุธ ( เอซีเอ ) ประเมินให้รัสเซีย เป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก 7,300 ลูก ส่วนสหรัฐฯ นั้นมีอยู่จำนวน 6,790 ลูก

นอกจากนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ พูดถึง สนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคีฉบับปี 2553 ที่ผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียในเวลานั้น ลงนามร่วมกัน ซึ่งสนธิสัญญากำลังจะหมดอายุในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 โดยมีสาระสำคัญให้ทั้งสองประเทศต้องลดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ ให้เหลือเท่ากัน ว่าข้อตกลงดังกล่าวที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่านิว สตาร์ท ให้ประโยชน์กับฝ่ายเดียว และจำเป็นต้องมีการแก้ไข


เวลานี้สถานการณ์สงครามใกล้เข้ามาทุกขณะ เพราะประเทศมหาอำนาจต่างแย่งชิงกันสะสมอาวุธกันอย่างหนัก สถานการณ์คล้ายกับก่อนเกิดสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ไม่มีผิดเพี้ยน อยู่ที่ว่า มันจะประทุขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็คงจะเกิดขึ้น

 

 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ด้านงบประมาณของทำเนียบขาว ได้ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหาทางเพิ่มการใช้จ่ายของเพนตากอนอีก 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในข้อเสนองบประมาณแรกของเขา และหั่นงบประมาณจำนวนเดียวกันจากการใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานกลาโหม ในนั้นรวมปรับลดเงินช่วยเหลือต่างชาติลงอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ คือกองกำลังสู้รบที่ทรงแสนยานุภาพมากที่สุดของโลก และจนถึงตอนนี้ อเมริกา ยังเป็นประเทศที่ใช้จ่ายทางทหารมากกว่าชาติไหนๆ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัญญาว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านการทหารให้สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ พร้อมทั้งกล่าวว่า มีแผนสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียด ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เป็นไปอย่างที่ได้บอกกล่าว

แผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ของทางนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น จะได้เงินทุนบางส่วนจากการตัดลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม และโครงการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านกลาโหม

 

 

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มเงินสำหรับต่อเรือและอากาศยานทางทหาร เพิ่มการประจำการและในน่านน้ำสากลหลักๆและจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างเช่นช่องแคบฮอร์มุซและทะเลจีนใต้ โดยการดำเนินการดังกล่าวนั้น มีการตัดงบประมาณ ของกระทรวงการต่างประเทศลงสูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะบีบให้ทางกระทรวงต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และละทิ้งโครงการต่างๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมบางส่วนตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเพิ่มการใช้จ่ายอีกจำนวนมหาศาลในด้านกองทัพของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันก็สูงลิ่วราวๆ 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีอยู่แล้ว ซึ่งสวนทางกับการใช้จ่ายของกระทรวงต่างประเทศและเงินช่วยเหลือต่างชาติที่อยู่ราวๆ 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
 



ทางด้านกองทัพเรือจีนมีแนวโน้มได้รับเงินก้อนโตจากงบประมาณด้านกลาโหมประจำปีนี้ เนื่องจากจีน นั้นต้องการต้องการต่อต้านอิทธิพล การขยายอำนาจทางทะเล ของสหรัฐฯ ที่จะพยายามรุกคืบ พืันที่ทะเลจีนใต้ ที่จีนนั้นประกาศเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวในปัจจุบันนี้ ขณะที่ทางด้าน สหรัฐฯ เชื่อว่า จีนกำหนดเป้าหมายระยะสั้น จะเป็นกองกำลังทางทะเลเข้มแข็งที่สุดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก ส่วนเป้าหมายระยะกลางคือ การขยายอิทธิพลไปยังมหาสมุทรอินเดีย
 

 

 

กองทัพเรือจีนมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับ การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกแล่นรอบไต้หวัน และส่งเรือรบไปยังน่านน้ำห่างไกล ส่วนทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เองก็ได้ให้สัญญาขยายขนาดกองเรือของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความวิตกให้จีน เป็นอย่างยิ่ง

จีนไม่เคยแจกแจงตัวเลขงบประมาณที่จัดสรรให้กองทัพเรือ แต่เชื่อกันว่า งบประมาณกลาโหมที่จีนเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าอยู่ที่ 954,350 ล้านหยวน ในปีที่ผ่านมานั้น อาจน้อยกว่าจำนวนที่แท้จริงมากพอสมควร ขณะที่งบประมาณกลาโหมในปีนี้จะมีการประกาศระหว่างการประชุมสภาประจำปีในเดือนมีนานคม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นที่จับตาของเอเชียและสหรัฐฯ ส่วนปีที่ผ่านมา จีนสร้างความประหลาดใจด้วยการเปิดเผยงบประมาณการทหารต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี โดยเพิ่มขึ้น 7.6% ซึ่งเป็นครั้งแรกนับจากปี 2010 ที่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นในอัตราเลขหลักเดียว หลังจากมีการปรับเพิ่มเป็นตัวเลขสองหลักมาโดยตลอด

 


ทางด้านนักวิชาการ อย่างเช่น ริชาร์ด บิตซิงเกอร์ นักวิชาการอาวุโสและผู้ประสานงานโครงการการเปลี่ยนแปลงทางทหารของเอส. ราชารัตนัม สกูล ออฟ อินเตอร์เนชันแนล สตัดดีส์ในสิงคโปร์ มองว่า ทัพเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (พีแอลเอ) เป็นส่วนที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่มาตลอดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยสังเกตจากปริมาณและคุณภาพที่น่าทึ่งของบรรดาสิ่งที่อู่ต่อเรือจีนพัฒนาออกมา
 

 

 


ทั้งนี้ กองทัพเรือจีนที่เคยมีปฏิบัติการจำกัดบริเวณแนวชายฝั่งนั้น พัฒนาอย่างรวดเร็วภายใต้ การนำอย่างมีเป้าหมาย ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้วยการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ขณะที่ กองทัพเรือได้ปลดประจำการเรือ 18 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ เรือคอร์เวตต์ และเรือฟรีเกตติดตั้งจรวดนำวิถี แต่ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์และไม่มีการประกาศใดๆ กองทัพเรือจีนก็ส่งยุทโธปกรณ์ใหม่ อาทิ เรือสอดแนมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้าประจำการในเดือนมกราคม แต่นักวิเคราะห์ ก็ยังมองว่ากองทัพเรือจีนก็ยังล้าหลังมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 10 ลำ ขณะที่จีนมีเพียงลำเดียวคือ เหลียวหนิง ที่เป็นเรือเก่าเอามาปรับปรุง

สหรัฐฯ รู้ว่าจีนเล็งบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายใน 15-20 ปี ซึ่งทุกปีจีนจะเข้าใกล้ยุทธศาสตร์น่านน้ำทะเลลึกโดยมีเป้าหมายระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นจากงบกลาโหมก้อนใหม่ก็คือ การกำหนดเป้าหมายระยะสั้น ในการเป็นกองกำลังนาวีเข้มแข็งที่สุดในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก ส่วนเป้าหมายระยะกลางคือ การขยายอิทธิพลไปยังมหาสมุทรอินเดีย ในเดือนมกราคม จีนแต่งตั้ง เฉิน จินหลง เป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวทางการทูตและแหล่งข่าวที่แวดล้อมผู้นำบอกว่า เป็นคนใกล้ชิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เท่ากับว่าต่อไปนี้กองทัพเรือจะได้รับการสนับสนุนอย่างราบรื่นจากระดับผู้นำสูงสุด ส่วนภารกิจล่าสุดของกองทัพเรือจีน ครอบคลุมการเยือนประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่อยู่ในความอารักขาของสหรัฐฯ มาก่อน รวมทั้งทะเลจีนใต้ มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นที่กล่าวกันว่า นี่เป็นการแสดงพลังต่อต้านอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน


 

ขณะที่เรือดำน้ำจีนไปจอดเทียบท่าที่รัฐซาบาห์ของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในทะเลจีนใต้ เป็นการเยือนท่าเรือต่างแดนครั้งที่สองของเรือดำน้ำจีนที่ได้รับการยืนยัน โดยเรือดำน้ำดังกล่าวเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจสนับสนุนการต่อต้านโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลีย ซึ่งจีนได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่าเกี่ยวกับปฏิบัติการนาวีนอกประเทศนับจากปี 2008 นอกจากนั้น เรือรบจีนยังเคยแวะจอดช่วงสั้นๆ ในปากีสถาน บังกลาเทศ และพม่า สร้างความไม่สบายใจอย่างมากต่ออินเดีย ซึ่งทั้งหมดนี้นักการทูตตะวันตกในจีนสรุปว่า เป็นการดำเนินการเพื่อขยายอำนาจของจีน

 

Sathaporn Tnews.


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล