มุมมองที่ต่างกัน.... สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน  ระอุ

มุมมองที่ต่างกัน.... สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน ระอุ

Publish 2018-01-15 08:03:08


อ่านแล้วคิดอย่างไร... ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล 

สำนักงาน “ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา” เป็นองค์กรอิสระ ก่อตั้งภายใต้บทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม จากการปฏิบัติละเลยหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ทำเกินกว่าเหตุ แต่ไม่ใช่เข้าไปตรวจสอบเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น เพราะ เป็นหน้าที่ของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปปช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มกราคม 61 ที่ผ่านมา ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ มีการประชุมภายในเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่มีราว 230 คน ประเด็นที่ทำให้ หน่วยงานนี้ระอุขึ้นมา แต่บทลงท้ายจบด้วยดี เพราะอะไร....



เนื่องจากฝ่ายบริหารที่ขณะนี้มี พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน บูรณ์ ฐาปนดุลย์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปรีดา เวทยาวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และฝ่ายบริหารอื่นๆ มีความเห็นว่า จะขอตัดเงินใส่สมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานลง จากปกติที่หน่วยงานใส่สมทบให้ 15% จะขอตัดเหลือ 5% โดยมีเหตุผลว่า เพื่อเป็นการลดค่าค่าใช้จ่าย ลดภาระให้กับองค์กร เพราะ 15% เป็นภาระที่หนัก สภาพขณะนี้องค์กรต้องตัดงบประมาณบางส่วนลง และนำเงินไปทำโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์และพัฒนาองค์กร
ด้านฝ่ายพนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเหตุผลที่บอกว่า ตัดเงินส่วนนี้ลง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานในการทำโครงการอื่น ๆ ยังเป็นเหตุผลที่ไม่ชัดเจนว่า จะเป็นโครงการอะไร และทำไมไม่ตัดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นลง เช่น การเดินทางไปดูงาน ทั้งในและต่างประเทศของฝ่ายบริหาร งบรับรองต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นล่าสุด

การรับรองเดินทางมาดูงานของ Mr. Chris Field ตำแหน่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เครือรัฐออสเตรเลีย และรองประธานลำดับที่ 2 ของสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศ (International Ombudsman Institute : IOI) พร้อมด้วยผู้ติดตามรวม 3 ราย โดยกำหนดการศึกษาดูงาน ประกอบด้วย การหารือข้อราชการและเข้าเยี่ยมคารวะผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งสองท่าน ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และการลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กรณี ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างสะพานลอยจุดกลับรถบนถนนเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา กรณี ประชาชนบนเกาะปันหยีได้รับความเดือดร้อนจากอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติ เพื่อเป็นการสถาปนาความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กร ซึ่งจะนำไปสู่ ความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ในอนาคต ระหว่างวันที่ 4-8 มกราคม 2561 ครั้งนี้ก็ได้ใช้งบรับรองไปเป็นจำนวนไม่น้อย



นอกจากนั้นฝ่ายพนักงานมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่ข้าราชการเมื่อเกษียณงานแล้ว ไม่มีสวัสดิการอื่น ๆ รองรับ เช่น เงินบำนาญ หรือ ค่ารักษาพยาบาล  หลังออกจากงานก็มีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต จึงไม่ต้องการให้ตัดเงินสมทบฝ่ายนายจ้างลง
บรรยากาศการประชุมจึงเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  ทั้งฝ่ายบริหารและพนักงาน ที่ต่างฝ่าย ต่างมีเหตุผลของกันและกัน จึงใช้เวลาประชุมร่วมกว่า 5 ชั่วโมง สุดท้ายก็จบลงด้วยดี ทั้ง 2 ฝ่ายต่างยอกพบกันคนละครึ่งทาง  ยอมรับที่อัตราสมทบ 10%   จากเดิม 15%  


ประวิช รัตนเพียร

สำหรับเงินสมทบที่ให้กับพนักงานนั้น ในอดีตก็จ่ายสมทบให้เป็นขั้นบันได ขึ้นกับอายุงานและเงินที่หักจากพนักงาน แต่ในสมัยที่ ประวิช รัตนเพียร นั่งเป็นผู้ตรวจการฯได้เปลี่ยนเป็นให้เงินสมทบ 15% เพื่อจูงใจไม่ให้พนักงานลาออก มีความผูกพันกับองค์กร และเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินสวัสดิการก้อนอื่น อีก

การที่ทีมงานนำเรื่องนี้มาเสนอ เพื่ออยากสะท้อนให้เห็นว่า  กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน เช่นนี้ เช่นที่ขณะนี้กำลังเกิดขึ้นกับ บริษัทเอกชน ค่ายผลิตแอร์รายใหญ่แห่งหนึ่งที่ยังไม่มีข้อยุติ  ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ที่สำนักผู้ตรวจการสามารถจบลงได้ด้วยดี เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างยึดภาพรวมและผลประโยชน์องค์กรเป็นที่ตั้ง จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่ต้องการเอาชนะกันให้เด็ดขาดไปเลย ชนิดที่เรียกว่า ยอมหักไม่ยอมงอ  แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ องค์กรต้องเดินหน้าต่อไป ความคิดต่างในองค์กรเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว  นำมาถกเถียงกันในเวที โดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เกิดความรู้สึกว่า เสียหน้า  หรือ เอาชนะกันให้ถึงที่สุด เป็นเรื่องที่ต้อง ปรบมือให้.ทั้ง 2 ฝ่าย....  


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง