เเฟนสาวผู้เสียชีวิตเบนซ์ชนกระบะ พร้อมให้อภัย ไม่ถือโทษคนขับวัย72 เเพลนเเต่งงานปีหน้าต้องล้มเลิก

เเฟนสาวผู้เสียชีวิตเบนซ์ชนกระบะ พร้อมให้อภัย ไม่ถือโทษ"คนขับวัย72" เเพลนเเต่งงานปีหน้าต้องล้มเลิก

Publish 2018-12-11 19:00:42


        จากเหตุการณ์อุบัติเหตุรุนแรงบนทางด่วนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ 11 ธ.ค.61  โดยรถเก๋งเบนซ์ E200 สีดำ หมายเลขทะเบียน 1กจ 914 กรุงเทพมหานคร ชนท้ายกับ รถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีขาว ตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน ถถ-797 กรุงเทพมหานคร  เป็นเหตุให้คนที่มากับปิคอัพกระเด็นตกจากทางด่วน เสียชีวิต 2 คน จุดเกิดเหตุบนทางพิเศษศรีรัช ฝั่งขาเข้า ช่วงเหนือวัดบัวขวัญ มุ่งหน้างามวงศ์วาน ส่งผลให้ นายคริษฐ์ วรากลาง อายุ 22 ปี และ นายวุฒิชัย สุราชา อายุ 32 ปี ตกลงมาจากทางด่วน เสียชีวิต



    

 

 

 

   โดยหลังจากเกิดเหตุนั้น ทาง น.ส.ภานุนาถ คะมากกลาง อายุ 24 ปี แฟนสาวของ นายคริษ หนึ่งในผู้เสียชีวิต เปิดใจว่า  ตนเองได้อยู่ในเหตุการณ์ พร้อมเผย จะแต่งงานในเดือนมกราคมปีหน้า แต่แฟนหนุ่มมาเสียชีวิตก่อน  ซึ่งเมื่อเช้าตนกำลังจะไปส่งของกับ นายคริษฐ์ และ นายวุฒิชัย ในตอนนั้น รถเกิดเสีย หม้อน้ำแห้ง นายวุฒิชัย จึงได้ขับรถมาจอดบริเวณไหล่ทาง และเปิดไฟฉุกเฉิน ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินลงไปดูรถ ประมาณ 10 นาที

 

 

   จากนั้นรถเบนซ์ก็ขับมาจากเลนซายเข้าชนอย่างแรง ตนกระแทกกับคอนโซลหน้ารถ ตนตกใจ จึงรีบลงรถมาดู ก็เห็น นายคริษฐ์ และ นายวุฒิชัย กระเด็นตกลงไปด้านล่างแล้ว  ซึ่งตนไม่มีโอกาสที่จะได้พูดคุยกับ นางสุรางค์ สุภรสุข อายุ 72 ปี คนขับรถเบนซ์เลย แต่ก็อยากบอกว่า ตนไม่ได้โกรธอะไร และพร้อมให้อภัย เพราะคิดว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

 

 

   ส่วนของ น.ส.ธิดา สุราชา อายุ 30 ปี ภรรยาของ นายวุฒิชัย กล่าวว่า ปกติในทุกๆเช้า นายวุฒิชัย จะออกจากบ้าน ประมาณ 07.30 น. ก่อนออกจากบ้านไปทำงานก็จะซื้อข้าว ให้ลูกก่อน ซึ่งวันนี้ก่อนออกจากบ้าน ตกได้ทัก นายวุฒิชัย ว่าหนวดยาวแล้ว ให้โกนหนวด นายวุฒิชัย จึงตัดสินใจโกนหนวด ซึ่งปกติแล้ว นายวุฒิชัย จะตัดหนวด แต่ตนก็ไม่ได้ คิดว่าเป็นลางสังหรณ์อะไร เมื่อนายวุฒิชัย กำลังจะออกไปทำงาน ก็จะหอมแก้มลูกและตนตลอด

 

 

 



 


 ด้าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การใช้รถบนไหล่ทางก่อนอื่นผู้ใช้รถใช้ถนนต้องทำความเข้าใจว่าไหล่ทางมีไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน และรถจำเป็นต้องจอด แต่เนื่องด้วยสภาพการจราจรปัจจุบันที่ปริมาณรถเต็มท้องถนนไปหมด จากผลการศึกษาต้องยอมรับว่าเสียพื้นที่ถนนไปกับการสร้างรถไฟฟ้าประมาณ 33% หากบังคับไม่ให้รถวิ่งไหล่ทางอย่างจริงจังบนทางพิเศษในช่วงเวลาเร่งด่วน จะเสียพื้นที่ไปอีก 25% ซึ่งอาจเพิ่มปัญหาการจราจรติดขัดตามมาอีกแน่นอน

 

 


      นอกจากนี้ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในกทม. มีเพียง 4,000 นาย ก็คงไม่เพียงพอต่อการลงไปยืนจับปรับทุกวัน และหากทำจริงก็คงจะกระทบต่อการสัญจรของผู้ใช้รถทั่วไปอีก ส่วนเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีไม่เพียงพอ ราคาแพง จะให้ออกใบสั่งจากภาพถ่ายก็ยังไม่มีมาตรฐาน ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกก็ยังไม่พร้อม ออกใบสั่งไปก็ไม่มาจ่าย ดังนั้นปัจจุบันจึงต้องยอมรับว่า หากผู้ใช้ทางมีจิตสำนึกที่ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ในช่วงถนนโล่งก็อย่าวิ่งไหล่ทาง แต่ถ้าเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ใช้ความเร็วได้แค่ประมาณ 20-30 กม./ชม. ก็พอจะวิ่งได้ และก็ถือเป็นความเร็วที่ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง

 

 


    ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังหาจุดสมดุลและปลอดภัยเพราะจำนวนอุบัติเหตุบนไหล่ทางก็ไม่น้อย คงต้องรณรงค์ให้มากขึ้นเกี่ยวกับการห้ามวิ่งไหล่ทาง ส่วนช่วงเวลาเร่งด่วนที่จะอนุโลมก็คงต้องออกเป็นข้อบังคับให้ชัดเจน ปีหน้าการเชื่อมข้อมูลระหว่าง ตำรวจกับกรมการขนส่งทางบก จะเริ่มใช้ได้ในเดือนมกราคม คนน่าจะเกรงกลัวต่อใบสั่งมากขึ้น

 

 

 

ขอบคุณ

จส.100

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ดลวรรธน์ โพธิชาธาร