"สุริยะใส"ถอดบทเรียนความขัดแย้งวิกฤติการเมืองไทยล้มเหลว ชี้“ธรรมาธิปไตย” พลิกโฉมการเมือง

Publish 2018-09-23 20:51:41



สืบเนื่องจากวันที่ 22 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่ 1 ของสัปดาห์ที่ 3 การอบรมหลักสูตรพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ “โรงเรียนการเมือง รวมพลังประชาชาติไทย” ช่วงเช้าได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ได้บรรยายในหัวข้อ เศรษฐศาสตร์ภาคประชาชนและความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินให้แก่ผู้เข้าอบรม โดยดร.ศุภชัยได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่ทำให้เกิดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีความจำเป็นเพื่อเป็นแนวทางในการเดินหน้าของประเทศ โดยยุทธศาสตร์ชาติสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจน
 

 



และในช่วงบ่าย รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร อดีตอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวรและดร.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ได้ร่วมกันบรรยายในหัวข้อ การเมืองไทยร่วมสมัย ตั้งแต่ยุค 2475 จนถึงปัจจุบัน

 

ล่าสุดทางของ ดร.สุริยะใส ได้ออกมาถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้จากการอบรมหลักสูตรดังกล่าวผ่านทางเฟสบุ๊คส่วนตัว ในหัวข้อ ”โรงเรียนการเมือง...นวัตกรรมทางการเมือง” มีเนื้อหาทั้งหมดระบุว่า..

 

 

เมื่อวานนี้ผมได้รับเชิญจาก โรงเรียนการเมืองของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) (อยู่ระหว่างการพิจารณารับรองจาก กกต.) ไปบรรยายให้กับ นักศึกษารุ่นที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประมาณ 70 คน

 

ผมได้รับมอบหมายให้บรรยายในหัวข้อการเมืองไทยร่วมสมัยร่วมกับรศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร โดย อ.จักษ์ ได้บรรยายถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาจนถึงช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ส่วนผมรับผิดชอบบรรยายช่วงความขัดแย้งทาง การเมืองตั้งแต่ปี 2548 มากระทั่งปัจจุบัน

 

 

ผมพยายามชี้ชวนให้นักศึกษาถอดบทเรียนความขัดแย้งทางการเมืองและช่วยกันหาทางออก ไปในคราวเดียวกันด้วย ห้องเรียนห้องนี้ค่อนข้างเห็นตรงกันว่าประเทศเราแม้จะดูสงบเรียบร้อยมากขึ้นแต่ดูเหมือนยังไม่ปลอดภัยจนวางใจเสียทีเดียว ในขณะเดียวกันภารกิจของประชาชนผู้รักชาติบ้านเมืองก็ดูเหมือนยังไม่จบยังมีงาน ที่เราต้องทำกันต่อ

 

นักศึกษาต่างเห็นตรงกันว่าการตั้งพรรคการเมืองที่เป็น “พรรคของประชาชน” อย่างแท้จริงให้ประชาชนร่วมกำหนดนโยบายกำหนดคณะผู้บริหารพรรค กำหนดผู้ลงสมัครของพรรค หรือกำหนดชะตากรรมของพรรคได้โดยตรง น่าจะเป็นความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่ในเงื่อนไขที่พลังของความเสียสละในน้ำมวลมหาประชาชนสามารถร่วมแรงร่วมใจกันได้มากที่สุด



ในห้องเรียนยังมองว่า วิกฤติปัญหาที่ทำให้การเมืองไทยล้มเหลวและเกิดความขัดแย้งแตกแยก ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งนั้นปฎิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากทุนผูกขาดสามานย์และนักเลือกตั้งบางส่วนเข้ามายึดอำนาจรัฐและกอบโกยเอาประโยชน์จนเกิดการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร

 

พลังของประชาชนอาจจะขับไล่ โค่นล้มได้ในบางครั้งบางครา แต่ความชั่วร้ายเหล่าเรานั้นก็ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว ถ้าเราไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุโดยเฉพาะการ พยายามทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีรูปแบบและเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยให้มากที่สุดไม่ใช่นำเข้าจากฝรั่งตะวันตกโดยไร้การกลั่นกรอง ส่งผลทำให้คุณค่าของประชาธิปไตยถูกลดทอนหรือแค่การเลือกตั้งและเรื่องของเสียงข้างมาก ที่กลายเป็นอำนาจเด็ดขาดไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด

 

นี่เองเป็นเหตุผลหนึ่งที่คำว่า “ธรรมาธิปไตย” ได้กลายเป็นอุดมการณ์หนึ่งของพรรครวมพลังประชาชาติไทยและดูเหมือนได้รับความสนอกสนใจในห้องเรียนครั้งนี้ “ธรรมาธิปไตย” คือความพยายามจะพลิกเปลี่ยนการเมืองไทยจากประชาธิปไตยที่มีลักษณะเอาอำนาจเอาเสียงข้างมากนำทาง เปลี่ยนมาเป็นเอาความชอบธรรม ความดีความถูกต้องมานำทาง นี่น่าจะเป็นลักษณะประชาธิปไตยที่มีความสอดคล้องเหมาะสมสังคมไทยที่สุด

 

จริงๆในห้องเรียนมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้นเพราะนักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ผ่านประสบการณ์เคลื่อนไหวแนะนำมวลมหาประชาชนมาแล้ว ผม คิดว่าโรงเรียนการเมืองของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ถือเป็น “นวัตกรรมทางการเมือง” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับผู้ปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่พรรค กรรมการบริหารกรรมการสาขาพรรค กระทั่งผู้ที่จะสมัคร ส.ส. ก็ต้องผ่านหลักสูตรต่างๆที่ได้มีการออกแบบไว้แล้วเป็นรุ่นๆไป

 

“โรงเรียนการเมือง” มิเพียงแต่ เป็นที่บ่มเพาะและสรรค์สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ใหม่เพื่อทำงานให้บ้านเมืองเท่านั้น แต่นี่จะเป็นเวทีสำคัญในการระดมการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งที่เป็นสมาชิกพรรคและไม่ได้เป็นให้มีเวทีถกแถลง ร่วมกันเสนอทางออกเสนอนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

 

นี่แหละคือหัวใจของ “พรรคการเมืองของประชาชน” อย่างแท้จริง

 



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม