ทำไมแบงก์ชาติมั่นใจ เศรษฐกิจปีนี้โตต่อเนื่อง

ทำไมแบงก์ชาติมั่นใจ เศรษฐกิจปีนี้โตต่อเนื่อง

Publish 2018-02-28 16:27:23


เชื่อแบงก์ชาติมั้ย ปีนี้โชติช่วง เห็นสัญญาณดีจากอะไรและใช้ปัจจัยใดเป็นตัวชี้วัด...???

 ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผ่านเอกสาร รายงานภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2560 ว่า   ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงส่งเศรษฐกิจที่สมดุลขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นต่อเนื่องตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัวชัดเจนการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มกระจายตัวมากขึ้น รวมทั้งแรงกระตุ้นจากภาครัฐที่มีแนวโน้มเร่งขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามส่าหรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง ต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและผลต่อเนื่องของการขึ้นภาษีสรรพสามิตในบางรายการสินค้าเมื่อปลายปี 2560



ดอน นาครทรรพ ผุ้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวว่า เดือนมกราคม 2561 ขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีสอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีในทุกหมวดการใช้จ่าย ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตามสําหรับการใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวจากรายจ่ายลงทุน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อน
โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวสูงที่ร้อยละ 16.7 จากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ62 เดือน และหากหักทองคําขยายตัวร้อยละ 18.1 ตามการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาดส่งออกสําคัญและเกือบทุกหมวดสินค้า ส่วนมูลค่าการนําเข้าสินค้าขยายตัวสูงที่ร้อยละ 22.5 จากระยะเดียวกันปีก่อน และหากหักทองคําขยายตัวร้อยละ 28.6 ตามการนําเข้าที่ขยายตัวในทุกหมวดสินค้าสําคัญ 
 ขณะที่ดุลการค้าเดือนมกราคม ที่ผ่านมาเกินดุล 1,331 ล้านดอลลาร์ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5,211 ล้านดอลลาร์  
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 0.68 ชะลอลงจากร้อยละ 0.78 ในเดือนก่อนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยายตัวชะลอลงจากผลของฐานราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อน ประกอบกับราคาอาหารสดโดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์ยังคงหดตัวหลังจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมาก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.58 
 



 สำหรับปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 ตามการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนและกระจายตัวมากขึ้น อุปสงค์ในประเทศขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาครัฐชะลอลงจากปีก่อนเนื่องจากได้เร่งเบิกจ่ายไปแล้วในปีก่อน รวมทั้งผลของ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ.ศ. 2560 ซึ่งท าให้การจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มขึ้น
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการใช้จ่ายขยายตัวดีในหมวดสินค้าคงทนโดยเฉพาะรถยนต์ จากก าลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงนอกภาคเกษตรกรรม 
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 0.66 และ 0.56 ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่ราคาอาหารสดลดลงเนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรกรรมออกมามากตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยกว่าปีก่อน สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำสอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่ทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ
เสถียรภาพระบบสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งสะท้อนจากสัดส่วนเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญและเงินกองทุนที่อยู่ระดับสูงเพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อธุรกิจ SMEs และกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังไม่ได้รับผลดีจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร  ส่วนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว  
เสถียรภาพด้านการคลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังอยู่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ก าหนดไว้ที่ร้อยละ 60 แม้ภาครัฐจะมีการดำเนินนโยบายขาดดุลทางการคลังโดยสัดส่วนดังกล่าวปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 41.2 เป็นร้อยละ 41.8 ณ สิ้นปี 2560
สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องที่ 49.3 พันล้านดอลลาร์  ด้านเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 อยู่ที่ 202.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ.เพิ่มขึ้น 30.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. จากสิ้นปี2559 ทำให้สัดส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อมูลค่าการนำเข้าและสัดส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 และ 3.3 เท่าสูงกว่าเกณฑ์สากลซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 และ 1 เท่า ตามลำดับ
ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ ณ สิ้นปีอยู่ที่ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ โดยแข็งค่าขึ้นร้อยละ 9.9 จากสิ้นปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางของเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐโดยเฉพาะนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ไม่มีความชัดเจนมาเกือบตลอดทั้งปีจนกระทั่งปลายปี 2560 ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนามีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนและขยายตัวได้ดี ทำให้โดยภาพรวมแล้ว ดัชนีค่าเงินบาท(NEER) ณ ปลายปีแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 4.4 จากสิ้นปีก่อน ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER)แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 3.2 และยังอยู่ในล าดับกลางๆ เมื่อเทียบกับการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคู่ค้าคู่แข่ง
 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง