คนสมุทรปราการ..เฮ   สิ้นปีนี้รถไฟฟ้าไปหานะเธอ.....

คนสมุทรปราการ..เฮ สิ้นปีนี้รถไฟฟ้าไปหานะเธอ.....

Publish 2018-02-23 12:35:51


คมนาคม ไทยแลนด์ 4.0 อนาคตเดินทางสะดวกขึ้น บีทีเอส เร่งขยายเส้นทาง

สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการอำนวยใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้า BTS เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านเที่ยว/วัน จากปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 8 แสนเที่ยว/วัน จากการเดินรถเพิ่มกว่า 3 เท่าเป็น 132 กม.จากปัจจุบันเดินรถระยะทาง 36 กม.โดยในสิ้นปีนี้ บริษัทจะเดินรถเพิ่มอีกในส่วนต่อขยายสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 12 กม.
ส่วนปี 62 ในช่วงกลางปีจะเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 18 กม.โดยจะเดินรถ 1 สถานีที่เซ็นทรัลลาดพร้าว และในปี 63 จะเดินรถทั้งสาย
นอกจากนี้เป็นรถไฟสาย LRT ช่วงบางนา-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 15 กม.ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงทุน และจะว่าจ้าง BTSC เดินรถ โดยคาดเริ่มประมูลงานโยธา ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34 กม. และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30 กม.ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่และรื้อย้ายสาธารณูปโภค คาดว่าใช้เวลาอีกไม่เกิน 5 ปี



นอกจากนั้นจากที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(กนศ.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนุมัติกรอบระยะเวลาการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา เชื่อม 3 สนามบิน ที่จะออกหนังสือเชิญชวน (ทีโออาร์) ประมูลในรูปแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชนหรือพีพีพีในเดือนกุมภาพันธ์นี้

บริษัทมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในโครงการดังกล่าว และพร้อมจะซื้อซองประมูล นำมาวิเคราะห์ในรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของทีโออาร์ดังกล่าว ว่ามีความคุ้มค่า เหมาะสมต่อการลงทุนหรือไม่ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่เม็ดเงินลงทุนที่มีการประเมินสูงถึง 1.76แสนล้านบาท ประกอบกับมีการรวมการลงทุนในการพัฒนาที่ดินรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงอีกประมาณ5หมื่นล้านบาท รวมเงินลงทุนราว 2.26 แสนล้านบาท

ดังนั้น จึงต้องนำโครงการรถไฟความเร็วสูง มาวิเคราะห์ความเสี่ยง ร่วมกับการพัฒนาที่ดินรอบแนวสถานีรถไฟฯด้วย ซึ่งในส่วนนี้ทางบีทีเอส กรุ๊ป ก็มีธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ในกลุ่มอยู่แล้ว

ทั้งนี้ การสนใจเข้าลงทุนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี และเป็นโอกาสที่บริษัทจะขยายการลงทุนนอกพื้นที่จากปัจจุบันที่ดำเนินงานอยู่ในเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครและนนทบุรีเท่านั้น



 ทั้งนี้ หากโครงการฯมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน บริษัท จะยื่นประมูลร่วมกับพันธมิตรที่มีการร่วมลงทุนกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)และบริษัทซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หากชนะการประมูลและลงนามในสัญญาได้ในเดือนกันยายน 2561 จะเป็นการช่วยเสริมโครงสร้างข่ายระบบคมนาคม ที่บริษัทจะไปลงทุนระบบรถไฟฟ้ารางเบาหรือรถไฟฟ้าที่ใช้ล้อยาง ระยะทางราว 4 กิโลเมตร ในพื้นที่สมาร์ทพาร์ก บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุน และความเป็นไปของโครงการ จะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับทาง กนอ.ไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาทขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ระบบรถไฟฟ้าแบบใด โดยโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2563

“โครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว จะมีการพัฒนาเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกจะก่อสร้างจากกรุงเทพฯไปถึงสนามบินอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 196 กิโลเมตร จะแล้วเสร็จในปี 2566 และระยะที่ 2 จะต่อเชื่อมไปถึงอำเภอเมืองระยองอีกประมาณ 60 กิโลเมตร หากบริษัทชนะการประมูลในเฟสแรก ก็จะมีโอกาสลงทุนในระยะที่ 2 ได้อีก จะไปช่วยเสริมโครงสร้างระบบขนส่งในสมาร์ท พาร์ก ได้ด้วย”

แหล่งข่าวจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกรศ.) เปิดเผยว่า นอกจาก บีทีเอส กรุ๊ป มีความสนใจลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้ว ยังมีกลุ่มทุนจีนที่จะมาจับมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี กรุ๊ป) รวมถึงกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจและเข้ามาหารือกับ สกรศ.แล้ว


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง