ร้อนระทึก...โดยไม่นัดหมาย!!! ว่อนโซเชียล “ฟ้องรมว.ยธ” จับตา “โจรเสื้อสูท” ดึงศาลล้มละลาย” ร่วมขบวนการเบี้ยวหนี้ ขณะสื่อดังตีข่าวกรณี EARTH??

ร้อนระทึก...โดยไม่นัดหมาย!!! ว่อนโซเชียล “ฟ้องรมว.ยธ” จับตา “โจรเสื้อสูท” ดึงศาลล้มละลาย” ร่วมขบวนการเบี้ยวหนี้ ขณะสื่อดังตีข่าวกรณี EARTH??

Publish 2017-08-23 16:43:13


ถือเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงธุรกิจสำหรับเหตุกรณี  บริษัท  เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH  ที่ถูกหยิบยกมานำเสนอต่อสาธารณชน  ในปมปัญหาเรื่องหนี้สินมูลค่าถึง 4.7 หมื่นล้านบาท   ทำให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้หลายแห่ง โดยเฉพาะ  บมจ.ธนาคารกรุงไทย ต้องจัดชั้นหนี้ EARTH ด้วยการตั้งสำรองหนี้มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาทแบบเต็ม 100 %   เนื่องจากมูลหนี้สินของ EARTH   มีตัวเลขสูงกว่าที่เคยแจ้งงบการเงินไตรมาส 1/2560 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกือบเท่าตัว !!!



ไม่เท่านั้นเคสของ บริษัท  เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH   ยังบานปลายไปถึงปมขัดแย้งกับธนาคารธนชาติ  ถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีความ เรียกร้องค่าเสียหายเป็นวงเงินถึง  60,000 ล้านบาท  ฐานนำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทไปเปิดเผยกับธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขออายัดเงินของบริษัทที่อยู่ในบัญชีเงินฝาก  และเป็นก้อนเงินที่  EARTH เตรียมที่จะโอนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อใช้สำหรับดำเนินธุรกิจซื้อขายถ่านหินให้กับคู่ค้าในจีนและขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้



ล่าสุด “สำนักข่าวไทยพับลิก้า “  ได้รายงานสถานการณ์ทางธุรกิจ EARTH ว่าเป็นภาวะที่ต้องจับตาอย่างใกลชิด   เนื่องจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ อย่าง   ธนาคารกรุงไทย  ,  ธนาคารกสิกรไทย  ,  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  และธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย มีกำหรดนัดหารือเพื่อคัดค้านคำขอของ  EARTH ในการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องครั้งแรกในวันที่ 18 กันยายน 2560

 

ประเด็นที่ต้องพิจารณาจากใจความสำคัญของรายงานข่าวชิ้นนี้  ระบุด้วยซ้ำว่า  หากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ EARTH เข้าสู่ขบวนการแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าหนี้จะหมดสิทธิดำเนินการในกิจการของ EARTH ทันที โดยมีข้อห้ามดังนี้

 

  • ห้ามไม่ให้ฟ้อง หรือร้องขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้เลิกนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้
  • ห้ามนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิกหรือจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้
  • ห้ามแบงก์ชาติ, ก.ล.ต., กรมการประกันภัย หรือหน่วยงานของรัฐสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของลูกหนี้ หรือสั่งให้ลูกหนี้หยุดประกอบกิจการ
  • ห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย
  • ห้ามเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิด หรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลหนี้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน
  • ห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้ามูลหนี้ตามคำพิพากษาเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน
  • ห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับคดีเอากับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน
  • และห้ามเจ้าหนี้ที่บังคับชำระหนี้ได้บังคับได้เองตามกฎหมาย ยึดทรัพย์สิน หรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้

 

แปลความเพื่อความเข้าใจก็คือในกรณีหากล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ EARTH เข้าสู่ขบวนการแผนฟื้นฟูกิจการ  จะมีผลสำคัญทำให้เจ้าหนี้ถูกตัดสิทธิ์  ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของ  บริษัท  เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ  EARTH โดยปริยาย

 

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้  “สำนักข่าวทีนิวส์”   ตรวจพบว่าในโลกโซเชียลมีการแชร์คำร้องเรียนเพื่อให้ผู้รับผิดชอบร่วมกันตรวจสอบ กรณีมีข้อพิรุธว่าด้วย    การซิกแซกข้อกฎหมายในพ.ร.บ.ล้มละลาย  มาเป็นช่องโอกาสในการสร้างผลประโยชน์ให้กับตนเอง?? 

 

 

 

 

ตามปรากฎเป็นข้อความในเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง ว่า    เปิดจดหมายลับ  ถึงรมต. ยุติธรรม   แฉ...กระบวนการโกงเงินแผ่นดินของโจรเสื้อสูท   โดยการใช้กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือ

 

ภายใต้ สภาวะการทาง เศรษฐกิจ ที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ในภาคการเกษตร กำลัง เดือนร้อนกัน อย่างหนัก ทั้งในเรื่องของ ราคาผลผลิต และภัยธรรมชาติ  รัฐบาลก็กำลังเดินหน้าช่วยเหลือ อย่าง เต็มที่  ซึ่งก็ต้องใช้เงิน ... ครับ

 

 

แต่เดี๋ยวนี้ มีกลุ่มคนที่ และ/หรือ ขบวนการอาศัยช่องทางง่ายๆ แบบ ไม่เกรงใจ กฎหมายบ้านเมือง หาเงิน ซึ่งถือเป็นเรื่อง ที่ทำให้ ประเทศ เสียหาย แทนที่ เงินนั้นจะได้ นำไปเป็นประโยชน์ ในการพัฒนา ประเทศ ไม่ใช่ ไปเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร โดยทุจริต พวกเราประชาชนคนไทย ต้องมีส่วนในการตรวจสอบ เรื่องนี้”

 

 

 

 

ขณะเดียวกันในโพสต์ดังกล่าว   ยังแสดงถึงภาพจดหมายจ่าหน้าถึง   รมว.ยุติธรรม   เรื่อง  ขอความเป็นธรรม และนำตรวจสอบกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยศาลล้มลายอย่างไม่ถูกต้อง

 

 

 

 

มีรายละเอียดตามเนื้อหาใจความปรากฎดังนี้    นับเนื่องจากช่วงภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี  พ.ศ. 2540     ประเทศไทยต้องประสบปัญหาสภาวะค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเป็นลำดับ  วงจรเศรษฐกิจโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่  ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบธุรกิจในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

ภาพความทรงจำของการลอยตัวค่าเงิน   42  สถาบันการเงินต้องปิดตัวเอง  บริษัทเอกชนขนาดใหญ่จำนวนมากที่เคยได้เม็ดเงินจากโครงการสินเชื่อ   เลือกปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแบกรับภาวะต้นทุนที่ที่เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว  ขาดเม็ดเงินหล่อเลี้ยงกิจการให้เดินหน้าต่อไปได้   คือบทเรียนที่คนไทยทุกคนไม่อาจลืมเลือนไปได้  และร่วมกับสถาบันการเงิน   ระมัดระวังไม่ให้เหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง   ด้วยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ   รัดกุมมากยิ่งขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย่อมไม่ลืมเช่นกันว่าในช่วงหลังปี  2540   เจ้าหนี้และลูกหนี้เป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์อย่างมากจากพ.ร.บ.ล้มละลาย  เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายฉบับดังกล่าว   ได้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น   โดยการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขออำนาจศาลสั่งให้นำเสนอแผนฟื้นฟูกิจการที่เป็นปัญหาสามารถกลับมาบริหารกิจการได้อีกครั้ง  และถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ของกิจการโดยปราศจากหนี้สิ้นทั้งปวง   

 

 

 

 

นอกจากนี้ภายใต้เงื่อนไขของพ.ร.บ.ล้มละลายเอง  ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญว่าด้วยมูลหนี้ของนิติบุคคลจำนวนไม่ต่ำกว่า  2 ล้านบาท   ลูกหนี้สามารถแสดงความประสงค์ไม่ขอประนอมหนี้เพื่อทำให้ตัวเองเป็นบุคคลล้มละลาย  เพื่อสุดท้ายจะทำให้ตนเองปลดภาวะล้มละลายได้  ในช่วง 3 ปีนับจากมีคำพิพากษาให้ล้มละลาย  และกลายเป็นมูลเหตุจูงใจให้ลูกหนี้บางรายใช้ช่องทางดังกล่าว   สร้างกระบวนการซิกแซก   เพื่อทำให้จำนวนหนี้หลาย ๆ  ล้าน    อันตรธานกลายเป็นสูญสำหรับเจ้าหนี้  และกลายเป็นผลประโยชน์อันชั่วร้าย    แก่กลุ่มบุคลที่มีเจตนาเอารัดเอาเปรียบบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ไปโดยปริยาย

 

เช่นเดียวกับสถานการณ์ในระยะเวลาอันใกล้นี้   ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะได้มีการเร่งนำร้องเรียนต่อ ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม   และผู้ทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมเพื่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง

 

ดังกรณีตัวอย่างบริษัทมหาชนขนาดใหญ่หลายแห่ง  ซึ่งพบข้อมูลเชิงลึกว่ากำลังมีความพยายาม  เดินเท้าเข้าสู่กระบวนการล้มละลายและฟื้นฟู  ภายใต้อำนาจของศาลล้มละลาย เช่น บริษัทชื่อย่อ E  P  I และ R    ที่มีผู้ประสานวางแผนรายเดียวกัน

 

ทั้งนี้ขบวนการยืมมือใช้อำนาจของศาลล้มละลายนั้น   โดยเจตนามีข้อบ่งชี้ชัดว่าเพื่อจงใจเอาเปรียบเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น โดยทำเป็นขั้นตอน

 

ข้าพเจ้าจึงขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์และการกระทำในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด  เนื่องจากข้าพเจ้าคือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและทางอ้อม

 

 

 

 

ในทางตรง ข้าพเจ้าทำงานในสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้หลายหมื่นล้าน และกำลังจะถูกโกงเพราะกลไกสร้างหนี้ปลอม จึงขอให้ร้องสอบในเชิงลึก

ในทางอ้อม ภาษีข้าพเจ้าผ่านรัฐกำลังถูกเบียดเบียนซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการเห็นคนชั่วปล่อยสินเชื่อทุจริตลอยนวลอีก

 

ในวันที่ 18 กันยายน  2560  คือวันชี้ชะตาความสูญเสียของบริษัท E ที่มีมูลค่าหนี้หลายหมื่นล้านบาทซึ่งจะส่งผลทำให้ธนาคารภาครัฐและเอกชนเสียหายอีกหลายแห่ง เพราะหาก ผู้พิพากษาตัดสินให้เข้าแผนฟื้นฟู  หนี้ปลอมเหล่านั้นจะจบสิ้น  รัฐก็จะเป็นฝ่ายเสียหายทันที

 

ขณะที่การขอเข้าขบวนการนี้ได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว  เช่นเดียวกับ บริษัท P  I และ ซึ่งเสียหายไปแล้ว

 

เช่น คดีหมายเลขดำ ล.1533/2560 / คดีหมายเลขแดง ล.2914/2560

ข้อหาล้มละลาย ซึ่งตัดสินพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 3 สิงหาคม 2560….”

 

 

 

 

จุดข้อสังเกตก็คือ ทั้ง 2 กรณีบังเอิญมีเงื่อนเวลา “ 18 กันยายน 2560 ”   เป็นวันกำหนดชี้ชะตาเช่นเดียวกัน   ทำให้ปฏิเสธกระแสความคิดสังคมไม่ได้ว่า  ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันใช่หรือไม่  เพราะกระบวนการที่จะเข้าแผนฟื้นฟูกิจการได้นั้นมีเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น  ก็คือโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย  ดังนั้นเรื่องนี้จึวต้องติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายลูกหนี้ฝ่ายเจ้าหนี้และฟากฝั่งของระบบยุติธรรมจะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นว่าด้วยปมร้อนนี้หรือไม่ อย่างไร??

 

 

CR :  ไทยพับลิก้า 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กำพลาภร พุฒิพุทธ

ติดตามข่าวอื่นๆ