ไม่รออาญา!! ศาลอุทธรณ์ยืนคุก 2 ปี “จตุพร” หมิ่น “อภิสิทธิ์” อาชญากรสั่งฆ่า ปชช.

Publish 2016-06-10 10:57:17

ในวันนี้ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดี อ.4176/2552 ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง  นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

 

 

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ติชมเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายจตุพร ฐานหมิ่นประมาท รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน



สำหรับที่มาที่ไปของกรณีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2552 จำเลยได้ขึ้นเวที นปช.ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน โดยได้กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ทำนองว่าประวิงเวลาในการทำความเห็นเพื่อเสนอ สำนักราชเลขาธิการ พิจารณาผู้ที่ร่วมลงรายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2552 จำเลยยังได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่ม นปช.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยได้กล่าวหานายอภิสิทธิ์ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีทำนองว่าเป็นอาชญากรและฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน โดยได้มีการเผยแพร่คำปราศรัยผ่านสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล

 

 

    

โดยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558  ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาพิพากษาให้จำคุกนายจตุพรฐานหมิ่นประมาท มาตรา 328 รวม 2 กระทงๆ ละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่านอกจากเป็นการกระทำให้โจทก์ เสียหายแล้วยังได้กระทบต่อสถาบันฯ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เดลินิวส์ มติชน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขดำ อ1008/2553 ที่ได้กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 5 หมื่นบาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ต่อมาจำเลยได้ประกันตัวและยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีไว้

 

 

ทั้งนี้ ผลคำพิพากษาให้จำคุกนายจตุพร ด้วยศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้วเห็นว่า การปราศรัยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2552 ที่จำเลยกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ว่า ประวิงเวลา ทำให้การเสนอความเห็นขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณล่าช้านั้น ในประเด็นนี้โจทก์ได้เบิกความถึงขั้นตอนการทำความเห็นว่าก็จะต้องมีการตรวจ สอบความถูกต้องของผู้ที่ร่วมลงรายชื่อ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีมากถึง 3.5 ล้านรายชื่อ และเมื่อตรวจสอบแล้วก็จะต้องเสนอความเห็นตามขั้นตอนที่จะต้องผ่านกรม ราชทัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ก่อนที่จะเสนอไปยังสำนักราชเลขาธิการต่อไป

 

 

ซึ่งแม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 17 ต.ค. 2552 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ขึ้นเวทีปราศรัยถึงกรณีดังกล่าวในวันที่ 11 ต.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันก่อนครบกำหนด 60 วัน ทั้งที่ในการติดตามเรื่องการพิจารณาทำความเห็นนั้นสามารถที่จะติดตามจาก หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ ตามช่องทางที่เหมาะสม

 

 

นอกจากนี้ในการนำสืบจำเลยก็ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความประกอบว่าโจทก์เจตนาที่ จะประวิงเวลาดำเนินการดังกล่าวให้ล่าช้าออกไปอีกทั้งจำเลยก็เป็นอดีตนักการเมืองย่อมถึงขั้นตอนดำเนินการ แต่กลับกล่าวปราศรัยถึงโจทก์ในลักษณะที่ได้ปิดบังขั้นตอนดำเนินการทำให้ประชาชนทั่วไป เข้าใจผิดเชื่อว่าโจทก์ทำการยึดพระราชอำนาจทั้งที่ไม่มีบุคคลใดที่จะกระทำ เช่นว่านั้นได้ ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการติชมเพื่อความเป็นธรรมแต่ทำให้โจทก์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องได้รับความเสียหาย


 

ส่วนการปราศรัยในวันที่ 17 ต.ค. 2552 ที่กล่าวพาดพิงถึงโจทก์ทำนองว่า เป็นอาชญากรสั่งฆ่าประชาชนและสร้างสถานการณ์ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง บริเวณนางเลิ้ง ถนนเพชรบุรี ซอย 5 และ 7 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายนั้น ศาลเห็นว่า ตามคำเบิกความโจทก์ยืนยันว่าในช่วงที่มีการชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรงใดๆ แต่เน้นหลักการประนีประนอมและกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ดำเนินการตาม ขั้นตอน ซึ่งก็มีสื่อต่างชาติให้การยอมรับในวิธีการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ความรุนแรง

 

 

ขณะที่ถ้อยคำซึ่งจำเลยได้กล่าวปราศรัยนั้นฟังได้ว่ามาจากการประมวลเหตุการณ์ ต่างๆ โดยจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบยืนยัน ส่วนที่ว่ากรณีผู้เสียชีวิตนั้นก็ยังไม่ปรากฏว่ามีคดีที่โจทก์ถูกศาลตัดสิน จากการกระทำดังกล่าวหรือได้มีการพิสูจน์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในถ้อยคำของ จำเลยดังกล่าว

 

 

ส่วนคลิปเสียงที่จำเลยอ้างว่าเป็นเสียงของโจทก์ที่กล่าวในช่วงที่มีการชุมนุมนั้นก็ได้มีการตรวจพิสูจน์แล้ว ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่า เป็นคลิปเสียงตัดต่อ และเมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยกล่าวก็มีลักษณะที่เป็นการยั่วยุ ปลุกปั่นให้ประชาชนที่รับฟังเข้าใจว่าโจทก์กระทำการดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่เป็นการกล่าวเพื่อปกป้องสิทธิหรือประโยชน์ของตน ตามสมควร แต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทั้งที่ยังไม่ปรากฏในขณะนั้นว่าข้อเท็จจริงเป็น เช่นใด จึงถือเป็นการกล่าวยืนยันข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ที่สร้างความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นตาม มาตรา 328


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

napat