คุก 6 เดือน!! "ตู่ จตุพร" ปรับ5หมื่น คดีหมิ่นอภิสิทธิ์ตีตนเสมอเจ้า

Publish 2016-06-02 11:58:24

ในวันนี้ (2 มิ.ย.59) ที่ห้องพิจารณา 905ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

 

โดยคำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม2552 เวลากลางวัน จำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ทำนองหมิ่นเบื้องสูง การกระทำของโจทก์กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทยทั่วประเทศ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ เหตุเกิดที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กทม.

 

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า  นายจตุพร จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง   พิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาลงในหนังสือพิมพ์เอเอสทีวี-ผู้จัดการรายวัน และหนังสือพิมพ์มติชน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

 

นายจตุพร จำเลย ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องด้วย  โดยศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการกระทำของนายจตุพร จำเลยไม่เป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท  อุทธรณ์ จำเลยฟังขึ้นพิพากษากลับให้ยกฟ้องต่อมานายอภิสิทธิ์ โจทก์ ยื่นฎีกา ขอให้ศาลฎีกา พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของนายจตุพร จำเลย เป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น



ย้อนกลับไปคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค.52 จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพโจทก์ขณะเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้นั่งเก้าอี้เสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งการกระทำของจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ว่าไม่ถวายความเคารพต่อองค์พระมหากษัตริย์ในขณะเข้าเฝ้าฯ ที่ประชาชนพึงปฏิบัติ และทำตัวตีเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งอดีตที่ผ่านมาไม่เคย ปรากฏว่ามีนายกรัฐมนตรีคนใดเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยนั่งเก้าอี้ลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค.55 เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าสำนักพระราชวังเป็นผู้ดูแลระเบียบพิธีการเข้าเฝ้าฯ แต่กลับแถลงข่าวต่อสาธารณชนทันที จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เกินกว่าฐานะนักการเมืองที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหรือเป็นเพียงการตักเตือนโจทก์ตามที่จำเลยต่อสู้ ประกอบกับโจทก์และจำเลยมีเหตุขัดแย้งถึงขั้นฟ้องคดีอาญาหลายคดี ส่อให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนามุ่งกล่าวหาโจทก์ จึงไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต  จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

 


ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น    และศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า เมื่อปรากฏภาพโจทก์นั่งเก้าอี้ถวายงาน จำเลยได้กล่าวถึง โจทก์ว่าไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดนั่งเก้าอี้ถวายงานลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์ ซึ่งแม้ว่าจำเลยจะกล่าวถึงโจทก์ด้วยความรู้สึกนึกคิดของตนเอง แต่เป็นไปได้ว่าผู้ที่ได้รับฟังจะไม่ได้คล้อยตามความรู้สึกนึกคิดของจำเลยทั้งหมด ขณะที่ทางนำสืบจำเลยเบิกความยอมรับว่าไม่เคยได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงานลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์ แม้ว่าจำเลยจะเป็น ส.ส. แต่เมื่อไม่เคยเข้าเฝ้าฯ ลักษณะดังกล่าว จึงเชื่อว่าจำเลยไม่ทราบขั้นตอนการเข้าเฝ้าฯ ดังกล่าว และแม้ว่าโจทก์จำเลยจะมีเหตุขัดแย้งในทางคดีมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุขนาดที่จะฟังว่ามีเจตนาให้ร้ายโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายชัชรินทร์ สุรพัฒน์