ว่าท่ีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย!! กับปลายทางเก้าอี้"นายกรัฐมนตรี" ฝันท่ีไม่มีทางเป็นจริง!!????

Publish 2017-10-17 02:05:49

เป็นที่โจษขานดังไปทั่วประเทศ ภายหลังจากมีการเผยแพร่ภาพ ของ"คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" แกนนำพรรคเพื่อไทย  ขึ้นรถขบวนแห่เชิญชวนประชาชนปลูกดาวเรือง ที่ดูอย่างไรพฤติกรรมก็ดันไปคล้ายกับภาพการหาเสียง ที่เหล่านักการเมืองนิยมทำกัน มีการติดตั้ง ติดป้ายชื่อตนเองชัดเจน  แน่นอนว่าในสังคมโซเชียลต่างพากันวิจารณ์อย่าหนัก ว่ามีเจตนาแอบแฝงทางการเมือง

 

ต่อมา เจ้าตัวได้นัดสื่อมวลชนตั้งโต๊ะแถลงข้อเท็จจริง คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า  ตนก็ขอกราบขอโทษคณะกรรมการทุกคนที่ตนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดข่าวแบบนี้ขึ้น และขอยืนยันว่า รถที่เห็นไม่ใช่รถหาเสียง แต่เป็นรถที่ใช้รวบรวมดอกดาวเรืองจากซุ้มต่างๆ และรถมอเตอร์ไซต์ต่างๆก็เป็นรถอาสาสมัครที่ไม่ใช่รถตำรวจซึ่งเขาเอามาเข้าร่วมขบวนเพื่อคอยอำนวยความสะดวก

 

คุณหญิง สุดารัตน์ เป็นนักการเมือง เคยร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล " ทักษิณ ชินวัตร"คุณหญิงสุดารัตน์หนีออกมาจากพรรคพลังธรรมที่เคยอยู่กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งฟูมฟักคุณหญิงสุดารัตน์จนมาเป็นนักการเมืองที่ประชาชนเรียกว่าเป็นคุณภาพระดับหนึ่ง แล้วก็ย้ายออกจาก พล.ตรี จำลอง แล้วก็มาอยู่และสนับสนุนนายทักษิณ  บทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์ ลดน้อยถอยลงในสมัยที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้หายหน้าหายตาไปสะทีเดียว




  คุณหญิงสุดารัตน์เคยกล่าวไว้ในปี56 ของช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.  ที่คุณหญิงสุดารัตน์เดินหาช่วยพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนั้น ว่า

       “ขณะนี้ขออนุญาตพักงานด้านการเมืองอีกสักพักก่อน เรื่องตำแหน่งต่างๆ นั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เขียนกัน ถ้าจะให้ดิฉันกลับมาบู๊ทางการเมืองเพื่อตำแหน่งรัฐมนตรีแลกกับเรื่องของผู้ว่าฯ กทม.บอกได้เลยว่าใจดิฉันคงไม่ไป ดิฉันพูดตรงไปตรงมา แต่อะไรที่ช่วยเหลือได้จะทำอย่างเต็มที่”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับย้อนแย้งกับตัวคุณหญิงสุดารัตน์ ไม่เคย วางมือจากการเมืองได้เลย  โดยการเปลี่ยนเป็นการสร้างบทบาทเด่นในอีกมิติหนึ่ง ในเส้นทางสายธรรมะ แสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองนับถือศาสนาอย่างจริงจัง ด้วยการไปในสาย “ปฏิบัติธรรม” สร้างรูป “พระพุทธเจ้าน้อย” แต่จะสามารถ เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงได้หรือไม่ ก็เป็นคำถามที่คนจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกต ในช่วงรัฐประหารคุณหญิงสุดารัตน์ ได้เดินทางอยู่ที่อินเดียไปสร้างศาสนถานที่สวนลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้ามานำเสนอพระพุทธเจ้าน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้คนแบบสับสนอลมานไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าการเกิดของพระพุทธเจ้าการประสูติมาของพระโพธิสัตว์ 

หลังจากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ก็มีการแสดงท่าทีรักสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเยี่ยมยอด ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่คุณหญิงสุดารัตน์รู้หรือไม่ว่าผู้นำที่ตัวเองศรัทธาอย่างทักษิณ ชินวัตร ได้ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรบ้าง จนโดนคดีมาตรา 112 และต้องหนีออกนอกประเทศ ในคดีทุจริตคอนรัปชั่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทของตัวเอง จนเป็นต้นสายปลายเหตุให้พรรคเพื่อไทยเคว้งคว้าไร้หัว จนต้องคว้านหา นอมินี มารับหน้าที่สานต่อแนวคิดของนายทักษิณทักอย่างที่ผ่านมา และปัจจุบันเหมือนโอกาสการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาใกล้คุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นทุกทีหรือไม่อย่างไร และด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่คุณหญิงสุดารัตน์ ที่ดูดี และมีพยายามสร้างขึ้นว่าตนเป็นตัวกลางประสานเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้น ระหว่างระบอบทักษิณ กับคสช. อีกทั้งมีฐานการเมืองใน กทม. ซึ่งสามารถมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทยได้ จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่ามีความเป็นไปได้สำหรับโอกาสที่คุณหญิงสุดารัตน์ จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนทางไปสู่การเป็น "นายกรัฐมนตรี"

 


 

และสำหรับหนทางที่จะนำไปสู่การเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อไปถึงจุดหมาย อย่างตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ก็ดูจะคล้ายกับเป็นความหวังล้มๆแล้งๆเสียแล้ว จากโพลผลสำรวจต่างๆก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าประชาชนเบื่อนักการเมือง!! ผนวกกับที่รัฐธรรมนูญใหม่ได้มีเงื่อนไขที่มา "นายกรัฐมนตรี"  ซึ่งต้องมีเสียงส่วนใหญ่ในสภา เกินครึ่ง แบ่งเป็นเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาหรือสว . โดยมีวุฒิสภายืนพื้นอยู่แล้ว 250 เสียง กับสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือสส. จำนวน 500 เสียง ซึ่งการเลือก นายกรัฐมนตรีต้องใช้เสียง376 ขึ้นไป  โดยเสียงจะแบ่งเป็น 3ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ เสียงจากวุฒิสภา เสียงจากพรรคเพื่อไทย และเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ จากการคำนวนสถิติจากผู้มาใช้สิทธฺเลือกตั้งในปี54  พรรคเพื่อไทย อาจจะได้ที่นั่งสส 223 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะได้ที่นั่งสส162 เสียง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว พรรคใหญ่ต้องไปรวบรวมคะแนนเสียงจากพรรคเล็กเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แนวทางต่อมา ก็คือ พรรคการเมืองใหญ่ 2พรรคอย่างเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ ร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล แต่แนวทางที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ก็ออกมาแสดงจุดยืนเจตนารมณ์ จะไม่มีทางร่วมตัวกันอย่างแน่นอน แนวทางที่สาม แนวทางสุดท้าย คือพรรคใหญ่ ต้องร่วมมือกับวุฒิ จัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะแนวทางนี้ ยิ่งดูเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

 

"เพราะฉะนั้นจากแนวทางทั้งสามแนวทาง การที่คุณหญิงสุดารัตน์จะถึงฝั่งฝัน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว"



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม

ติดตามข่าวอื่นๆ