ถอดพฤติกรรม "เสก โลโซ" บทเรียนรู้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต หากเจอผู้ป่วยสามารถเข้าช่วยได้ ก่อนสายไป

Publish 2018-08-21 11:16:10



 

     จากกรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ที่ออกมาไลฟ์สด อย่างมาราธอน ร่วม 2 อาทิตย์ จนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างเป็นห่วงในพฤติกรรมของเสก เนื่องจากเสกมีภาวะของอาการไบโพลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้คนใกล้ชิดได้ออกมาเผยว่าเสก ไม่ยอมไปรับยา และพบแพทย์มาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาการทรุดลงจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 

     หากไม่มีญาติหรือครอบครัวคอยอยู่ดูแล อาจนำมาชึ่งภาวะฆ่าตัวตาย เมื่อถึงจุดที่อารมณ์ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด ด้วยพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงของเสก นี้เองส่งผลให้ พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยพฤติกรรมที่ไม่ปกติอย่างคนทั่วไป ในตอนนั้น

 

     ทั้งนี้อาการของเสก ตลอด 2 อาทิตย์ ที่เสกออกมาไลฟ์สดต่างแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป โดยวันที่ 11 ส.ค. 2561 ขณะไลฟ์สด เสกได้พูดจาพาดพิงไปถึง อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม บิ๊กใหญ่แห่งฝั่งอโศก อดีตเจ้านายเก่าของเสก ที่ต่อสายโทรศัพท์คุยกันถึงพฤติกรรมที่เสกอ้างว่าไม่เหมาะสมของอากู๋ ไพบูลย์ เป็นครั้งแรก แต่วันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้นซึ่งผู้ใช้สื่อออนไลน์หลายคนต่างวิพากษ์ วิจารณ์ ถึงการกระทำของเสก ออกไปต่างๆ นานา

 

 



 

      จากกรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ที่ออกมาไลฟ์สด อย่างมาราธอน ร่วม 1 อาทิตย์ จนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างเป็นห่วงในพฤติกรรมของเสก เนื่องจากเสกมีภาวะของอาการไบโพลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้คนใกล้ชิดได้ออกมาเผยว่าเสก ไม่ยอมไปรับยา และพบแพทย์มาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาการทรุดลงจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

 

      หากไม่มีญาติหรือครอบครัวคอยอยู่ดูแล อาจนำมาชึ่งภาวะฆ่าตัวตาย เมื่อถึงจุดที่อารมณ์ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด ด้วยพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงของเสก นี้เองส่งผลให้ พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยพฤติกรรมที่ไม่ปกติอย่างคนทั่วไป ในตอนนั้น

 

      ทั้งนี้อาการของเสก ตลอด 1 อาทิตย์ ที่เสกออกมาไลฟ์สดต่างแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป โดยวันที่ 11 ส.ค. 2561 ขณะไลฟ์สด เสกได้พูดจาพาดพิงไปถึง อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม บิ๊กใหญ่แห่งฝั่งอโศก อดีตเจ้านายเก่าของเสก ที่ต่อสายโทรศัพท์คุยกันถึงพฤติกรรมที่เสกอ้างว่าไม่เหมาะสมของอากู๋ ไพบูลย์ เป็นครั้งแรก แต่วันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้นซึ่งผู้ใช้สื่อออนไลน์หลายคนต่างวิพากษ์ วิจารณ์ ถึงการกระทำของเสก ออกไปต่างๆ นานา

 

 

      จนผ่านไปไม่นานวันที่ 15 ส.ค. 2561 ดีเจเคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองพร้อมระบุว่าอาการของเสก เริ่มส่งสัญญาณไม่ดี โดยอาการของเสกที่เป็นอยู่ตอนนี้คือโรคไบโพลาร์ ที่ตนเคยเป็นพร้อมแนะให้ญาติพาเสกไปโรงพยาบาลโดยด่วน ก่อนเสกตัดสินใจทำอะไรที่ไม่คาดฝันระหว่างไลฟ์สดจากความคึกคะนอง ทั้งนี้อดีตภรรยา กานต์ วิภากร ได้ออกมายืนยันว่าเสก นั้นเป็นโรคไบโพลาร์ จริงและกลัวว่าเสก จะฆ่าตัวตายหากมีคนดูในไลฟ์สดยั่วยุ โดยพฤติกรรมของเสกอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดจากไลฟ์สด คือไม่ยอมนอน แม้ตนจะบอกว่าเลิกไลฟ์แล้วในวันที่ 16 ส.ค. 2561 แต่ก็ยังกลับมาไลฟ์ใหม่

 



 

        อีกวันต่อมา ทั้งยังมีอารมณ์ร่วมกับเพลงที่เปิด แสดงท่าทางที่ไม่สามารถบังคับได้เช่นเสกทำท่าแบ๊ว เมื่อได้ฟังเพลงที่มีจังหวะสนุก ในช่วงหนึ่งของคลิปไลฟ์สด เสกฟังเพลงคลาสสิก อยู่ๆ เสกก็ร้องไห้ออกมาสร้างความตกใจให้ผู้ที่ดูไลฟ์สดและพูดไปเรื่อยอย่างไม่รู้เรื่อง จับต้นชนปลายไม่ถูก  
  
      จนเมื่อค่ำวันที่ 18 ส.ค. 2561 อีฟ อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ ทนดูพฤติกรรมของเสกไม่ไหวติดต่อไปยัง กานต์ วิภากร ให้ช่วยวางแผนนำตัวเสกไปโรงพยาบาล ในครั้งแรกเสก มีอาการขัดขืนต่อสู้เล็กน้อยจนต้องถอยออกมาตั้งหลักอีกครั้ง ก่อนจะบุกเข้าไปล็อกตัวเสกในครั้งที่สอง จนสำเร็จ และนำตัวเสกไปรักษายังโรงพยาบาลต่อไป 

 

 

      ทั้งนี้จากกรณีของเสกที่ได้เล่ามานั้น นพ.ชิโนรส  ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธาณสุข ได้ออกมาหยิบยกเคสเสกเป็นตัวอย่างว่า สามารถใช้ พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ .2551 ได้ เมื่อผู้ป่วยมีภาวะที่อันตรายทั้งกับตัวเองและผู้อื่น สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ไปรับตัวเพื่อนำมาบำบัดได้ โดย พ.ร.บ.สุขภาพจิตให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ หากพบว่าผู้ป่วยนั้น อาการไม่ปกติจริง แม้ผู้ป่วยจะยินยอม หรือไม่ยินยอมก็ตาม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลได้ตลอดเวลา ไม่ถือเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวแต่อย่างใดไม่ผิดทางกฎหมาย

 

      ซึ่ง พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ .2551 เล็งเห็น ความสำคัญของผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะที่ขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอมรับการบำบัดรักษา จะได้ช่วยรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันหรือบรรเทามิให้ความผิดปกติทางจิตมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นหรือเพื่อป้องกันการกระทำที่เกิดจากอาการทางจิตที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเองเช่นการทำร้ายตนเอง หรือการฆ่าตัวตาย นั่นเอง

 

 

อ้างอิง rajanukul

 



เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย