ต้านปราบโกง"เงินทอนวัด"เดือดร้อนอะไรถึงออกมา ปั่น"กระแสรังแกพระ" กลั่นแกล้งหรือกรรมตามทัน!!

Publish 2018-06-13 17:19:07



กลับมาอีกครั้งสำหรับความพยายามจะบิดเบือน เจตนาแอบแฝง ของพระบางกลุ่ม ฆารวาสบางก๊วน รวมไปถึงคณะบุคคลในสายการเมืองของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในทำนองว่า ปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนจับกุมพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ที่พัวพันคดีทุจริตเงินทอนวัดแบบถอนรากถอนโคนโดยรัฐบาล กลายเป็นการกลั่นแกล้งรังแกพระ ดำเนินคดีเอาแต่กับพระ  สร้างกระแสโป้ปด



ยกตัวอย่าง ล่าสุดกับกรณีของกลุ่มคนอ้างว่าเป็น องค์กรชาวพุทธ จังหวัดขอนแก่นได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่1/2561 อ้างถึงการบริหารจัดการบ้านเมืองปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระพุทธศาสนา มีการกล่าวร้ายต่อพระสงฆ์ และผู้บริหารคณะสงฆ์ไทยให้เสื่อมศรัทธา จึงไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนกับการทำงานของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุกกรณี เพราะไม่ใช่มติของชาวพุทธจังหวัดขอนแก่น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อความเสียหายด้วยการปลดผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาให้พ้นจากตำแหน่ง

 

 

พร้อมกับมีข้อความส่งต่อในโลกออนไลน์ ในการปลุกกระแส

 

ช่วยส่งข่าวถึงพระสงฆ์ทั่วประเทศให้ผู้ที่คาดว่าจะโดนเรื่องเงินทอนวัดรีบชิงตัดหน้า แจ้งความดำเนินคดีสำนักพุทธก่อน ว่าพระสงฆ์ถูกฉ้อโกง 

แล้วกันตัวเองไปเป็นพยานให้ข้อมูลกับปปช

เพราะลำพังนักรบจิ้มแป้นไม่สามารถจะเอาชนะข้าศึกได้

 

ให้นึกถึง ทฤษฎี ควาย 1000 ตัววิ่งหนีเสือเพียงตัวเดียว

 

ถ้ามีควายใจกล้าเพียง 2 ตัว ไม่ยอมวิ่งหนีกลับหลังหันมาขวิดเสือสองต่อหนึ่งควายชนะแน่นอน 

 

ถ้าพระสงฆ์ไม่กล้าแจ้งความให้มอบอำนาจให้ทีมผมก็ได้ พร้อมระบุเบอร์ติดต่อ..



นี่คือสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้พยายามเคลือนไหว ก็ต้องดูข้อมูลข้อเท็จจริงสำหรับการเดินหน้ากวาดล้างทุจริตเงินทอนวัด ภายใต้การนำของ “พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ทุจริตเงินทอนวัด มีการดำเนินการไปแล้ว 3 ล็อต มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 340 ล้านบาท และเป็นการตรวจสอบทุจริตงบใน 3 งบประมาณ คือ 

งบบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด 

งบอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 

และ เงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม 

 

โดยเฉพาะวัดสระเกศราชวรมหาวิหารที่ถูกดำเนินคดีในล็อตที่ 3 นี้ ถือเป็นการทุจริตงบสูงที่สุด กว่า 150 ล้านบาท

 

 

ก็ต้องกลับมาทบทวนดูสิ่งที่พศ.ดำเนินการอยู่นั้น มีประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ในส่วนของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แน่นอนว่าไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากการตรวจสอบทุจริต และจัดระบบระเบียบของของฝ่ายบ้านเมือง  กลับได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ แต่ตรงกันข้ามพวกที่ชอบแสวงหาผลประโยชน์กอบโกยเงินทอง ใช้ผ้าเหลืองหากินตลอดจนเครือข่าย นี้สิคือพวกที่เดือดร้อน จนนั่งไม่ติด!!!

 

ด้วยเหตุทั้งหมดที่กล่าวมานั้น นี่คงไม่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการชำระล้างปราบมารในคราบผ้าเหลืองไทย ยกพระพุทธศาสนาในไทยให้สะอาด! เรียกได้ว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม


Suggess News