แค่ภาพถ่าย!! ไม่ต้องปลุกเสก คนถูกผีเข้าดู..ผีกระเจิงทุกรายไป.."เซียนแปะโรงสี" ชาวจีนผู้มีเมตตา ช่วยเหลือผู้คน ชอบกินหมากพลู.

Publish 2018-04-16 12:24:18



เซียนแปะโรงสี(อาจารย์โง้วกิมโคย)

อาจารย์คนแรกของเครือซีพีที่เป็นคนดูโหงวเฮ้ง

พนักงานก่อนที่ซีพีจะรับเข้าทำงาน

ท่านอาจารย์โง้วกิมโคย พุทธคุณ ประสบการณ์ขนาดว่า แค่อัดรูปเหมือนท่านโดยที่ยังไม่ต้องปลุกเสก ไปให้คนที่ถูกผีเข้าดูผีกระเจิงทุกรายไป ส่วนยันต์ด้านหลังเป็นยันต์ฟ้าประทานพร ผู้ใดที่มีจะพบแต่คำว่า ดี เฮง รวย และสามารถใช้แก้ฮวงจุ้ยเสริมดวงได้ด้วย บางท่านเรียกผ้ายันต์กันไฟเพราะประสบการณ์เรื่องกันไฟ ก็เยี่ยมครับ ท่านเป็นอาจารย์ของเจ้าสัวซีพี ในคอท่านห้อยเหรียญอาแปะเพียงแค่เหรียญเดียวเท่านั้น

นาย กิมเคย แซ่โง้ว เกิดที่ประเทศจีน ตำบลเท้งไฮ้ ได้เข้ามาประเทศไทย ตั้งแต่เด็ก อายุประมาณ ๑๐ปี เมื่อเติบโตพอที่จะประกอบอาชีพได้ ก็ได้รับจ้างทั่วไปรวมทั้งค้าข้าวเปลือก กิจการค้าข้าวเปลือกดีขึ้น จึงได้ร่วมหุ้นทำกิจการโรงสีข้าวที่ปากคลองบางโพธิ์ล่าง ปัจจุบันเป็นตำบลบางเดื่อ จังหวัดปทุมธานี และเมื่ออายุประมาณ ๒๒ ปี ได้สมรสกับนาง นวลศรี เอี่ยมเข่ง มีบุตรด้วยกัน๑๐ คนคือ

๑. นายเซียมจึง สมบูรณ์ธีระ

๒. เสียชีวิตตอนเด็ก

๓. นายธนิศ ทองศิริ

๔. เสียชีวิตตอนเด็ก

๕. นางยุพา แซ่แต้

๖. นายรัตน์ ทองศิริ

๗. นางยุพิน ภิญโญชีพ

๘. เสียชีวิตตอนเด็ก

๙. เสียชีวิตตอนเด็ก

๑๐. นางยุวดี ทองคำปั้น

พร้อมทั้งได้ย้ายมาประกอบกิจการโรงสีไฟของตนเอง ที่ปากคลองเชียงรากเยื้องๆ กับวัดศาลเจ้า

โรงสีตั้งอยู่บนตำบลบางกะดี ในนามของ “โรงสีไฟทองศิริ” และได้โอนสัญชาติไทย พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น “นายนที ทองศิริ”

กิจการโรงสีดีขึ้น และมั่นคงขึ้นมาก เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เรียกขนานนามท่านว่า “เถ้าแก่กิมเคย” หรือ “แปะกิมเคย” แม้ว่าท่านจะเป็นคนจีนดั้งเดิมแต่ท่านก็ชอบทานหมากพลู เช่นชาวไทยทั่วไป

เซียนแปะโรงสี



ในยุคนั้นหน้าวัดศาลเจ้า ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กระแสน้ำเชี่ยว และเป็นวังวนมีศาลเจ้าไม้เล็กๆอยู่(ตามประวัติศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า) ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อปู่” ชาวจีนเรียกว่า “ปึงเถ่ากงม่า” เมื่อท่านมีเวลาจะมาบูรณะ และคลุกคลีอยู่ที่ศาลเจ้าเป็นประจำ เนื่องจากท่านเป็นคนชอบช่วยเหลือคน ชอบทักทาย และชี้แนะให้ทุกคนประกอบแต่ความดี เป็นที่เคารพและศรัทธาของผู้คนทั่วไป

ในช่วงนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวก ส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นทางน้ำ การบูรณะศาลเจ้าพ่อศาลเจ้าจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ท่านก็ได้ดำเนินการอย่างไม่หยุดหย่อน และได้ใช้การพายเรือไปช่วยเหลือผู้คนตามสถานที่ต่างๆ จึงมีผู้มีจิตศรัทธาช่วยท่านให้สามารถบูรณะศาลเจ้าพ่อศาลเจ้าไม้เล็กๆ ริมน้ำมาเป็นศาลเจ้าที่เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ได้

นอกจากการบูรณะศาลเจ้าแล้ว ท่านยังเป็นผู้กำหนดวันในการจัดงานประจำปีของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้าเป็นวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑ถึงวันขึ้น ๘ ค่ำเดือน๑ รวม ๔วัน๔ คืน ซึ่งทางชาวจีนเรียกช่วงนี้ว่า “เจียง่วย ชิวโหงว ถึง เจียง่วย ชิวโป้ย” และถือเป็นประเพณีตลอดมา

ในการจัดงานประจำปี บางปีจะมีลมฝนมืดครึ้มคาดคะเนกันว่าจะมีพายุใหญ่ ท่านก็จะจุดธูปเพื่อปัดเป่าลมฝนไป ซึ่งฝนก็จะไม่ตก ท้องฟ้าแจ่มใส ผู้คนที่พบเห็นแจ้งว่าท่านอยู่ระหว่าง “เข้าทรง” โดยเชื่อว่าท่านมีองค์ประทับอยู่ และยังเชื่อกันอีกว่าองค์ที่ประทับอยู่นั้นเป็นเจ้าพ่อปู่ของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้านั่นเอง เมื่อผู้คนที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธา ขยายวง กล่าวออกไปในหมู่พ่อค้าทุกๆวงการค้า ทำให้ท่านมีศิษย์มากขึ้นและต่างเรียกท่านว่า “หวยลั้งเซียน”

เมื่อการคมนาคมสะดวกขึ้น ผู้ที่ศรัทธาท่านจากแหล่งต่างๆ มาพบท่านและให้ท่านช่วยเหลือ ชี้แนะเกี่ยวกับฮวงจุ้ย ที่ตั้งบริษัท บ้าน ห้างร้าน และดูทำเลที่ตั้งฮวงซุ๊ยของบรรพบุรุษ ท่านก็ไปให้คำแนะนำ และชี้แนะทุกรายไป แม้กระทั่งไปยังต่างประเทศ ท่านก็ยังขึ้นเครื่องบินไปตามคำร้องขอซึ่งต้องจัดเตรียม หมากพลูไปด้วย ท่านช่วยเหลือบรรดาศิษย์ทุกๆ ท่าน โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ผู้ที่ท่านชี้แนะมักประสพความสำเร็จในธุรกิจ กิจการรุ่งเรื่องเป็นที่รู้จักในวงการค้าทั่วไป พร้อมทั้งบอกเล่าต่อๆกันไป

ผู้ที่เคารพศรัทธาเรียกท่านว่า “อาแปะ” พร้อมทั้งขนานนามท่านว่า “เซียนแปะ” จนกระทั่งทุกวันนี้



เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ท่านได้ก่อสร้างตึกศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้าใหม่ โดยปรับปรุงจากเรือนไม้เป็นอาคาร๘ เหลี่ยม ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ศรัทธาท่านและศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ทุกๆวงการรวมทั้งบุตรหลานในครอบครัวของท่าน โดยใช้เงินในการก่อสร้างกว่า ๗ แสนบาท ก่อสร้างเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๙ พร้อมทั้งทำพิธีเปิดในวันที่ ๑๕กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙

“เซียนแปะ” เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายผ่ายผอมลง หลังโค้งงอ แต่ก็ยังคงช่วยเหลือชี้แนะบรรดาศิษย์และผู้คนทั่วไปโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เช่นที่เคยปฏิบัติมาตลอด อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนเป็นที่เคารพรักของบรรดาศิษย์ทุกคน จนกระทั่งอายุ๘๕ ปี เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๒๕ ท่านเริ่มมีอาการอ่อนเพลียจนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท จนถึงเวลา ๐๕.๓๐ น.ของเช้าวันที่๑๖ มกราคม ๒๕๒๖ท่านก็ได้จบชีวิตลง จากครอบครัว และบรรดาศิษย์ทุกคนไปด้วยความสงบ นับเป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ หลังจากเสร็จพิธีงานศพท่าน บรรดาศิษย์ และครอบครัว ได้ทำการก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ไว้ที่หลังศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า โดยใช้ชื่อว่า “ศาลานที ทองศิริ” พร้อมทั้งตั้งรูปปั้นจำลองขนาดเท่าตัวจริง เพื่อไว้ให้เป็นที่สักการะ และเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่บรรดาศิษย์และผู้คนทั่วไป

ทุกวันนี้ “เจียง่วย ชิวโหงว ถึง เจียง่วย ชิวโป๊ย” เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปของศิษย์และชาวบ้านชาววัดศาลเจ้าใกล้เคียงที่ยังคงระลึกถึงท่าน จะพร้อมใจกันมา นมัสการท่านพร้อมทั้งมาร่วมงานประจำปี ซึ่งมีการแสดงงิ้ว ของศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า “เซียนแปะ” เป็นผู้กำหนดวันไว้ ตราบจนทุกวันนี้

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

เรียบเรียงจาก – คำบอกเล่าของบุตรหลานและศิษย์ “เซียนแปะ”

ศิษย์มีครู

เพื่อเผยแผ่กิตติคุณครูบาอาจารย์


เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี


Recommend News