ห้ามแต่งงานกันเด็ดขาด!! เปิดตำนาน "เซนต์วาเลนไทน์" จากวันประหารชีวิตของ "นักบุญผู้เสียสละ" สู่ "วันแห่งความรัก" ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

Publish 2018-02-14 11:07:45



 

             เนื่องในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักนั่นเอง ทุกคนรู้ว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ แต่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ว่า วาเลนไทน์ มีที่มาที่ไปมาจากอะไร ทำไมต้องเรียกว่าวันวาเลนไทน์และทำไมต้องเป็นวันแห่งความรัก วันนี้เราจะกล่าวถึงที่มาของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก เพื่อให้หายสงสัยกันสักทีว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์



 

            นักบุญวาเลนตินุส, นักบุญวาเลนตินัส, เซนต์วาเลนไทน์ หรือ นักบุญวาเลนไทน์ เป็นนักบุญของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ของกรุงโรม เซนต์วาเลนไทน์เกิดเมื่อ พ.ศ.769 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.816 เรารู้จักกันดีว่า เซนต์วาเลนไทน์เป็นต้นกำเนิดของวันวาเลนไทน์

            เซนต์วาเลนไทน์เป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์ใกล้ๆ กรุงโรม ต่อมาในยุคสมัยของพระเจ้าคลอดิอุสที่ 2 มีการตั้งกฎหมายว่าห้ามมีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะพระองค์ต้องการให้ผู้ชายทุกคนในเมืองต้องไปเป็นทหารในการทำสงคราม เซนต์วาเลนไทน์รู้สึกเห็นใจผู้ชายและผู้หญิงที่มีความรัก เซนต์วาเลนไทน์จึงแอบทำพิธีแต่งงานให้กับผู้ชายผู้หญิงที่มีความรักอย่างลับๆ โดยภายในงานมีเพียง เจ้าสาว เจ้าบ่าว และบาทหลวงเท่านั้น พวกเขาจึงต้องกระซิบคำสาบานและการอธิษฐานในการแต่งงาน ในที่สุด ทหารของพระเจ้าคลอดิอุสก็ได้มาเห็นพิธีพอดี แล้วเรื่องราวก็ไปถึงพระเจ้าคลอดิอุส เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกจำคุกและถูกลงโทษอย่างหนักและแสนสาหัส แต่คนที่ถูกทำพิธีแต่งงานโดยเซนต์วาเลนไทน์มักแอบมาเยี่ยมเซนต์วาเลนไทน์ที่คุกอยู่เสมอ

           ต่อมาผู้คุมคุกของเซนต์วาเลนไทน์ชื่อแอสทีเรียส เขามีลูกสาวที่ตาบอด จึงขอให้เซนต์วาเลนไทน์ช่วยรักษา แล้วลูกสาวของแอสทีเรียสก็กลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม ลูกสาวของแอสทีเรียสจึงมาเยี่ยมเซนต์วาเลนไทน์ที่คุกอยู่เสมอเช่นเดียวกัน จนกระทั่งถึงวันประหารชีวิตเซนต์วาเลนไทน์ ก่อนเขาเสียชีวิตเขาก็เขียนจดหมายถึงลูกสาวของแอสทีเรียสและลงท้ายด้วยคำว่า "From your valentine" แล้วเซนต์วาเลนไทน์ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.816 และเสียชีวิตในที่สุดในวัย 47 ปี และศพของวาเลนตินุสถูกเก็บไว้ในโบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ที่กรุงโรม ใกล้หลุมศพนั้น จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู เอาไว้เพื่อมอบแต่วาเลนตินุสผู้เป็นที่รัก จนทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูจึงกลายเป็นตัวแทนแห่งความรักนิรันดร์และมิตรภาพอันแสนยาวนาน



(กระโหลกของเซนต์วาเลนไทน์)

 

           หลังเซนต์วาเลนไทน์เสียชีวิต ก็มีการบรรจุกะโหลกของเซนต์วาเลนไทน์ไว้เป็นเรลิกที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ต่อมาพระสันตะปาปาเกลาซิอุสได้แต่งตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่เซนต์วาเลนไทน์ถูกประหารชีวิต เป็นวันสำคัญ คือวันวาเลนไทน์ซึ่งเป็นวันแห่งความรักนั่นเอง

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/นักบุญวาเลนตินุส


เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News