กบฏกปปส.? “ลุงกำนัน”นำทีม 9แกนนำ ส่งคำร้องขอให้ฟ้องตัวเองก่อน!? ไม่ให้ล่าช้า ตอกหน้าขั้วตรงข้าม ลบคำ2มาตรฐาน!?

Publish 2018-01-24 03:51:05



เมื่อเสียง “นกหวีด”ดังขึ้น เสมือนการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนบนสมรภูมิประชาธิปไตย ของกปปส. หรือที่มีชื่อเต็มว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อขับไล่รัฐบาลฉ้อฉล โดยการนำของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ ” หรือบรรดาคนกปปส.ให้ฉายาว่า ลุงกำนัน ถือว่าการชุมนุมครั้งนั้น เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีผู้ร่วมชุมนุมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุด เยอะที่สุด

เริ่มต้นจากการต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเปลี่ยนเป็นล้มล้างระบอบทักษิณ กระทั่งขับไล่รัฐบาลรักษาการ  “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ผ่านมาการบริหารประเทศ มีแต่ความผิดพลาด เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง   โดยเฉพาะ”ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเหมือน 'ฟางเส้นสุดท้าย' ที่ทำให้คนกปปส.ทุกคน พร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้

นายสุเทพประกาศยกระดับการต่อสู้เป็นการขจัดระบอบทักษิณแบตถอนรากถอนโคนให้หมดไปจากสังคมไทยและประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ กปปส. เพื่อทวงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลมาคืนประชาชน ซึ่งจะดำเนินการปฏิรูปประเทศ กลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักประท้วงอย่างยาวนาน  ใช้เวลาในการชุมนุมทั้งหมด 204 วัน ระหว่างปี 2556-2557



แต่ในระหว่างการชุมนมเกิดขึ้นนั้น ได้มีการจับตัวแกนนำไปขณะนั้น 4คน  ได้แก่ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม  ,นายสกลธี ภัททิยกุล , นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และนายเสรี วงศ์มณฑา

ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก , ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล , ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116 , 117 , 209 , 210 , 215 , 362 , 364 , 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงาน กกต. ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และพวกจำเลย ร่วมกันพาผู้ชุมนุม บุกปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง เพื่อกดดันให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก

ซึ่งทั้ง 4 ราย ก็ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้ในชั้นศาล มาตามลำดับ ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นศาล ยังไม่ได้ข้อยุติแต่ประการใด

 

 


และล่าสุดอัยการสำนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้เรียกผู้ต้องหาในสำนวนคดีพิเศษที่ 261/2556 หรือคดีร่วมกันเป็นกบฏในการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 53 คน เป็นผู้ต้องหามาเพื่อรายงานตัวเเละฟังคำสั่งคดี โดยอัยการมีความพร้อมจะสั่งคดีเเละไม่มีการเลื่อน

 

อ่านเพิ่มเติม >>> . ลุ้นระทึก 24ม.ค.นี้ เรียกตัว "สุเทพ" พร้อมแกนนำกปปส. จ่อฟ้อง "กบฏ" ไม่มาอาจเจอหมายจับ ฮึ้ม!!!เเต่ละคนย่อมรู้ว่าโดนข้อหาอะไรบ้าง?



ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ยุยง หรือจัดให้เกิดการร่วมกันปิดงาน หยุดงาน กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฏระเบียบแผ่นดิน หรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังโดยประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฏหมายแผ่นดิน อั้งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใด มีอาวุธ หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก ร่วมกันบุกรุก โดยใช้กำลังประทุษร้ายร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฏหมาย เพื่อมิให้สามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางการเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้งตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 83,113,116,117,209,210,215,216,362,364,365 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และการได้มาซึ่งสมาชิกสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 76,152 ตามความเห็นและคำสั่งเดิมของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ (สั่ง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2557)


แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะนำฟ้องทีเดียวทั้ง53 คนนั้นต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะการนัดหมาย การเดินทางมาศาล ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความซับซ้อน ยุ้งยาก ลำบากทางเชิงปฏิบัติ ที่จะนัดหมายคดีทั้ง53คน แน่นอนว่าจะทำให้การสืบสวน สอบสวน คดียิ่งล่าช้าไปกันใหญ่  ฉะนั้นทำให้แกนนำทั้ง9 คน ได้ส่งคำร้องขอให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คนไปก่อน  ซึ่งตรงนี้เอง ต้องนับถือน้ำใจของทั้ง 9 แกนนำที่เสียสละตัวเองเพื่อให้คดีเดินต่อ  อันประกอบไปด้วย

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ,นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชุมพล จุลใส ,นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ , นายอิสระ สมชัย ,
นายวิทยา แก้วภราดัย , นายถาวร เสนเนียม , นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณและ นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์

เพื่อทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเดินต่อได้อย่างไม่ล่าช้า ลบคำสบประมาท
ข้อครหา ของกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามโดยเฉพาะวาทกรรม2 มาตรฐาน


ซึ่งนี่ก็เป็นเครื่องพิสูจธ์ให้ได้เห็นแล้วว่า การออกมาต่อสู้ในท้องถนน เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพของชาติ ซึ่งแกนนำกปปส.ทุกคนล้วนแต่ต่อสู้ด้วยความเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ พร้อมต่อสู้ในชั้นศาล ไม่ต้อง หนีหัวซุกหัวซุน หลบๆซ้อนๆเหมือนใครบางใครในอดีต



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม