ประชาธิปัตย์คนขี้ลืม!! ลืมทุกอย่างยกเว้นผลประโยชน์ของตัวเอง?? (รายละเอียด)

Publish 2017-12-07 15:22:06



สมกับที่เขาพูดกันจริงๆ ว่า ”คนไทย เป็นคนขี้ลืม” ลืมง่ายลืมดาย อย่างล่าสุดกับกรณีการตรวจสอบพบอาวุธสงครามล๊อตใหม่ ซุกซ่อนไว้ที่บริเวณริมคลองน้ำติดทุ่งนาใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เขตรอยต่อ จ.ฉะเชิงเทรา นครนายก และ ปทุมธานี โดยเบื้องต้นพบมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ และต่อมานายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร ได้เดินทางเข้ามอบตัวเมื่อเย็นวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งอาวุธสงครามที่พบมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปี 57 ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงโดยวัตถุพยาน ดูจากซีรีส์นัมเบอร์เป็นอาวุธล็อตเดียวกันกับปี 57 ล็อตเดียวกับ 18 คดี  โดยเฉพาะช่วงการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 57 ซึ่งตรงกับช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งขณะนั้นนอกก็มีตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมชุมนุมอยู่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็ขึ้นปราศัยบนเวทีมาแล้ว

ขณะที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กลับตั้งข้อกังขาว่า ว่าเป็นเหตุการณ์ จัดฉาก แต่คงลืมไปว่าอาวุธเหล่านั้นใช้โจมตี กลุ่มกปปส. ที่พวกตนเคยสนับสนุน!! โดยกล่าวว่า เมื่อฝ่ายความมั่นคงของรัฐยืนยันตัวบุคคลและขบวนการของกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็ขอให้เร่งสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง หาให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังของการสร้างสถานการณ์และใช้ความรุนแรงใช้อาวุธสงครามกลางเมือง โดยต้องมีพยานบุคคล พยานวัตถุพอสมควร โดยเฉพาะพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือดีเอ็นเอ ที่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลได้ เพื่อสาวถึงผู้บงการ และผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง รวมถึงอาวุธอื่นๆ ที่ยังมีการกระจายในจุดต่างๆ หรือในที่ของอดีตนักการเมืองบางกลุ่ม

นายวิรัตน์กล่าวว่า หากตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ต้องแจ้งความคืบหน้าในคดีให้สาธารณชนรับทราบเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดี ไม่เช่นนั้นจะมีการกล่าวอ้างสถานการณ์ความไม่สงบให้เกิดขึ้นตลอดเวลา จนสังคมไทยส่วนหนึ่งเริ่มตั้งข้อสังเกตและสงสัยว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเรื่องอ้างสถานการณ์กันแน่



"เรื่องการเลือกตั้งทั่วไป ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ประชาชนทั้งประเทศรอคอย เพราะเป็นความหวังเดียวที่ประชาชนเชื่อมั่นว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น และได้การยอมรับจากนานาชาติมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของ คสช.ที่จะจัดการแก้ไขปัญหาความไม่สงบทั้งหลายให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วและเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป" 

หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ปชป.กล่าวว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ ที่มีการกำหนดระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆ ชัดเจนแล้วว่า ต้องจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บก.)พรรค และแนวทางนโยบายพรรค ภายในวันเวลาใด ซึ่งเหลือแค่กว่า 100 วันก็จะครบกำหนดที่ว่านี้ ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้กำหนดให้ใช้ระบบใหม่แบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ต้องเพิ่มให้มีระบบไพรมารีโหวต ที่ทุกพรรคการเมืองต้องจัดเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆโดยสมาชิกพรรคแต่ละพรรค 1 ครั้งก่อน แล้วจึงส่งไปลงเลือกตั้งโดยให้ประชาชนเลือกในวันเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง

"ต้องให้เวลากับประชาชนทำความเข้าใจในระบบเลือกตั้งใหม่ อุดมการณ์พรรคการเมืองและแนวนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อที่ประชาชนจะสามารถตัดสินใจไม่เลือกพรรคและคนผิดพลาด ฉะนั้นจึงไม่ควรเลื่อนการปลดล็อกพรรคการเมือง หรือเลื่อนโรดแมปการจัดเลือกตั้งทั่วไปออกไปอีก" 

ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีอีกหนึ่งความขี้ลืมของ”คนพรรคประชาธิปัตย์”  ที่จะหันไปจับมือ จูบปากกับพรรคเพื่อไทย  ไม่ว่าจะเป็น นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  หรือ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่พรรคประชาธิปัตย์  จนล่าสุดกับการพูดของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  แม้ภายหลังจะออกมาบ่ายเบี่ยงในคำพูดของตัวเอง ก็ตาม

ต้องกลับไปรำลึกความหลังเหตุการณ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง นปช. กับพรรคประชาธิปัตย์ก่อนจะถึงวันนี้ ย้อนไปในเหตุความไม่สงบทางการเมืองเมื่อ เมษายน พ.ศ. 2552 เป็นเหตุการณ์การเดินขบวนทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง และเกิดความไม่สงบตามมา ในกรุงเทพมหานครและพัทยาเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ซึ่งเชือว่า หลายคนยังจำเหตุการณ์ ที่คนเสื้อแดง รุมกระหน่าทุบตี รถยนต์คันที่นายอภิสิทธิ์นั่งอยู่  คือเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 เมื่อเวลา 8.00 น. นายอภิสิทธิ์ เดินทางถึงเมืองพัทยา จ. ชลบุรี เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ ที่อาคารศูนย์ประชุมพีช พัทยาโรงแรมรอยัล คลิป บีช พัทยาใต้ จ.ชลบุรี โดยมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข็มงวด และตั้งด่านเพื่อสกัดกลุ่มเสื้อแดงหลายจุด ระหว่างทางมีคนเสื้อแดงพัทยา 2คน ปราศรัยและมีป้ายผ้าโจมตีรัฐบาล



ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงได้เข้าปิดล้อมรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ  ขณะเคลื่อนขบวนผ่านถนนภายในเมืองพัทยา โดยนำรถมอเตอร์ไซต์จอดขวาง แล้วเข้าไปตะโกนด่าทอ พร้อมทั้งขว้างหมวกกันน็อค ใส่กระจกด้านหลังรถจนแตกเสียหาย และใช้ท่อนไม้ทุบกระจกหน้ารถต่อมาตำรวจตั้งข้อหาแก่ผู้ก่อเหตุว่า พยายามฆ่าบุคคลทั้งสอง

ทั้งนี้ถ้าจับสังเกต การออกมาเคลื่อนไหวของคนพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนนำพาไปสู่ผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิน แต่ประเด็นสำคัญคือ วันนี้ประชาชนจับตามองอยู่ นักการเมือง  ด้วยความเบื่อ หรือเอือมระอากันเต็มที ดังนั้นสิ่งที่นักการเมืองควรทำ ไม่ใช่เอาแต่จะเลือกตั้ง อ้างประชาธิปไตย ไม่ลืมหูลืมตา จนไม่ย้อนดูตัวเอง แต่ไม่ปรับปรุงตัวเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้เสียก่อนจะดีกว่าหรือไม่ โดยเฉพาะกับพรรคประชาธิปัตย์


เรียบเรียงโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์